จากบาดแผลสู่ชัยชนะ! "โค้ชอ๊อต" พาไทยปลดล็อกตั๋วโอลิมปิก
31 ส.ค. 2569 | apirak_pra

บทสรุปการกลับมาของ "โค้ชอ๊อต" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร จากกุนซือผู้แบกรับบาดแผลดราม่าโอลิมปิก สู่การนำทัพตบสาวไทยล้มจีนคว้าแชมป์เอเชียสมัย 4 และตั๋ว LA28
ข่าว
31 ส.ค. 2569 | apirak_pra

บทสรุปการกลับมาของ "โค้ชอ๊อต" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร จากกุนซือผู้แบกรับบาดแผลดราม่าโอลิมปิก สู่การนำทัพตบสาวไทยล้มจีนคว้าแชมป์เอเชียสมัย 4 และตั๋ว LA28
KEY
POINTS
ในที่สุด วันแห่งประวัติศาสตร์ที่แฟนวอลเลย์บอลไทยรอคอยมานานกว่าสองทศวรรษก็เดินทางมาถึงอย่างสมบูรณ์แบบ การผงาดคว้าแชมป์เอเชีย สมัยที่ 4 ด้วยการเฉือนเอาชนะยักษ์ใหญ่อย่างทีมชาติจีนได้ถึงถิ่น 3-2 เซต ไม่เพียงแต่นำความภาคภูมิใจกลับมาสู่ประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการ "ปลดล็อกตั๋วโอลิมปิกเกมส์ 2028 ณ นครลอสแอนเจลิส" ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการรังสรรค์ปาฏิหาริย์ครั้งนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากชายที่ชื่อ "โค้ชอ๊อต" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร ยอดเฮดโค้ชผู้กลายเป็นกุนซือประวัติศาสตร์แห่งวงการลูกยางไทย
ย้อนกลับไปในวันที่สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยตัดสินใจดึง "โค้ชอ๊อต" กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนอีกครั้งหลังห่างหายไปนานถึง 8 ปี ท่ามกลางวิกฤตผลงานของทีมชาติไทยที่หลุดจากเป้าหมายในรอบคัดเลือกโอลิมปิก 2024 และการเปลี่ยนผ่านผู้ฝึกสอนถึงสองคนในระยะเวลาอันสั้น ในช่วงเวลานั้น เสียงตอบรับจากแฟนวอลเลย์บอลแตกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ผลสำรวจจาก KBU Poll มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต พบว่าแฟนกีฬาส่วนใหญ่กว่า 80% อยากเห็นสมาคมฯ จ้างโค้ชต่างชาติเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นยุคใหม่ ขณะที่บางส่วนกังขาว่าระบบเดิมๆ ของโค้ชอ๊อตจะยังใช้ได้ผลกับวอลเลย์บอลสมัยใหม่หรือไม่
บวกกับข้อจำกัดด้านงบประมาณของสมาคมฯ ที่ต้องกระจายไปดูแลนักกีฬาทุกรุ่นอายุและทุกประเภท ทำให้ไม่สามารถทุ่มงบไปที่ทีมหญิงเพียงทีมเดียวได้ สมาคมฯ จึงตัดสินใจใช้ "โซลูชันผสมผสาน" ด้วยการดึงโค้ชอ๊อตกลับมาเป็นไพ่ใบสุดท้าย พร้อมดึงตัว "เฟิง คุน" อดีตมือเซตเหรียญทองโอลิมปิก 2004 ทีมชาติจีน ซึ่งเป็นภรรยาของโค้ชอ๊อต เข้ามาร่วมทีมสตาฟฟ์ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งจากสหพันธ์วอลเลย์บอลระหว่างประเทศ (FIVB)
การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไหล่ทั้งสองข้างของโค้ชอ๊อตต้องแบกรับทั้งความคาดหวัง แรงกดดัน และ "บาดแผลในทรงจำ" จากอดีตที่เขาและวงการวอลเลย์บอลไทยเคยเจ็บปวดอย่างที่สุด
ย้อนกลับไปในการคัดเลือกโอลิมปิก 2012 ณ กรุงโตเกียว ไทยใกล้เคียงตั๋วมากที่สุดแต่กลับต้องพลาดโอกาสเมื่อนัดสุดท้ายระหว่างญี่ปุ่นกับเซอร์เบียจบลงด้วยผล 2-3 เซต กอดคอกันเข้าร่วมตั๋วท่ามกลางกระแสสงสัยเรื่องการล็อกผล ต่อมาในรอบคัดเลือก 2016 แมตช์ความทรงจำกับญี่ปุ่น เกิดกรณีดราม่าระบบแท็บเล็ตขัดข้องจนโค้ชอ๊อตโดนใบแดง และไทยพ่ายไป 2-3 เซตอย่างน่ากังขา เหตุการณ์วันนั้นถูกเรียกว่า "เกมแห่งความอัปยศ" และกลายเป็นชนวนเหตุให้โค้ชอ๊อตตัดสินใจอำลาทีมชาติไปหลังคุมทีมมานาน 18 ปี โดยที่ตั๋วโอลิมปิกยังคงเป็นภารกิจที่ค้างคาอยู่ในใจเสมอมา
แต่เมื่อได้รับโอกาสกลับมารับภารกิจ "ไพ่ใบสุดท้าย" สู่ LA28 โค้ชอ๊อตไม่ได้นำพาเพียงความเก๋าเกมกลับมา แต่ยังนำวิสัยทัศน์และการยกระดับทีมในเชิงโครงสร้างมาปรับใช้ เขาเริ่มต้นด้วยการยกระดับสมรรถภาพร่างกายและเทคนิคของนักกีฬาไทยให้ทัดเทียมกับผู้เล่น Top 10 ของโลก รวบรวมศักยภาพของแกนหลักอย่าง ปิยะนุช แป้นน้อย, อัจฉราพร คงยศ, พิมพิชยา ก๊อกรัมย์ รวมถึง วิภาวี ศรีทอง มาผสานกับดาวรุ่งรุ่นใหม่ พร้อมดึงเอาจุดเด่นเรื่องความเร็ว สปีดบอล และบอลผสม/บอลสูตร อันเป็นเอกลักษณ์ของวอลเลย์บอลไทยกลับมาเจียระไนใหม่อย่างเฉียบคม
จนกระทั่งโอกาสทองมาถึง เมื่อ FIVB ประกาศปฏิรูปกติกาการคัดเลือกโอลิมปิกใหม่สำหรับปี 2025-2028 ยกเลิกทัวร์นาเมนต์ OQT และเปิดทางให้ "แชมป์ทวีป" ได้สิทธิ์ตรงสู่ลอสแอนเจลิสเกมส์ทันที โค้ชอ๊อตและทีมงานวางแผนยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ ปั้นทีมจนท็อปฟอร์มที่สุดในศึกชิงแชมป์เอเชีย 2026 ก่อนจะสร้างปาฏิหาริย์ไล่ต้อนคู่แข่งและบุกไปเอาชนะทีมชาติจีนในบ้านได้อย่างสะใจแฟนบอลทั่วประเทศ 3-2 เซต
ชัยชนะนัดนี้จึงเป็นมากกว่าการคว้าแชมป์เอเชีย สมัยที่ 4 แต่มันคือการ "ปิดฉากมหากาพย์แห่งการรอคอย 20 ปี" และพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า การตัดสินใจของสมาคมฯ และความเชื่อมั่นในตัว "โค้ชอ๊อต" คือแนวทางที่ถูกต้องที่สุด
จากวันที่ต้องชอกช้ำจากเรื่องกติกาและเทคโนโลยี สู่การกลับมาผงาดในฐานะกุนซือผู้พาไทยไปโอลิมปิก "โค้ชอ๊อต" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร ได้ลบฝันร้ายในอดีตจนหมดสิ้น พร้อมเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการกีฬาไทยได้อย่างยิ่งใหญ่ และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตั๋วโอลิมปิก LA28 ใบนี้ คือรางวัลแห่งชีวิตและความเพียรพยายามอันยาวนานของชายผู้ชื่อ "โค้ชอ๊อต" อย่างแท้จริง