แมนฯ ยูไนเต็ด-เชลซี: เกมรุกดี แต่แนวรับพัง
ตัวเลข xG ยังเผยให้เห็นภาพน่ากังวลของสองยักษ์ใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี ที่มีเกมรุกติด 1 ใน 5 อันดับแรกของลีก แต่ในขณะเดียวกันแนวรับกลับอยู่ใน 5 อันดับสุดท้าย ซึ่งหมายความว่าพวกเขาสร้างโอกาสได้มาก แต่ก็เปิดพื้นที่ให้คู่แข่งโจมตีมากเช่นกัน
สำหรับ ลิเวอร์พูล ผลแพ้สองนัดติดหลังชนะรวด 5 เกม (นับเฉพาะเกมลีก) อาจสะท้อนภาพที่แท้จริงกว่า ว่าทีมของ อาร์เน่อ ชล็อต ยังมีช่องโหว่ในสมดุลเกมรุก-รับ ขณะที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ต้องเล่นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะพวกเขาไม่ได้ครองเกมเหนือคู่แข่งเหมือนทีมระดับท็อป
ด้าน แอสตัน วิลล่า แม้จะเริ่มต้นฤดูกาลย่ำแย่ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การจบสกอร์อีกต่อไป (ยิงได้ 6 ประตูจากค่า xG 6.0) หากแต่อยู่ที่ “รูปเกม” ที่ยังไม่ดีพอ
ส่วนทีมน้องใหม่อย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด และ ซันเดอร์แลนด์ ปรับตัวได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ เบิร์นลี่ย์ กลับดูจะยังไม่พร้อมกับพรีเมียร์ลีก ทั้งแนวรุกและแนวรับรั้งอันดับสุดท้ายของลีกตามค่า xG
เจาะลึกเกมรุก: คุณภาพโอกาสสำคัญกว่าปริมาณ
แม้จะเป็น แมนฯยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล และ ลิเวอร์พูล ที่ยิงเฉลี่ยมากที่สุดในลีก (ราว 15 ครั้งต่อเกม) แต่ แมนฯซิตี้ และ คริสตัล พาเลซ กลับมีเกมรุกดีที่สุด เพราะพวกเขาสร้าง “โอกาสที่มีคุณภาพสูงกว่า” โดยค่าเฉลี่ย xG ต่อหนึ่งลูกยิงอยู่ที่ 0.14 ซึ่งหมายถึง โอกาสยิงแต่ละครั้งมีโอกาสเป็นประตูถึง 14% ในขณะที่ทีมอย่างยูไนเต็ดหรืออาร์เซน่อลอยู่เพียงราว 10%
กรณีของ เบรนท์ฟอร์ด ก็เป็นตัวอย่างน่าสนใจ เพราะพวกเขายิงน้อย (เฉลี่ยเพียง 8 ครั้งต่อเกม) แต่ว่าแต่ละโอกาสที่ทำได้นั้นมีคุณภาพสูงจนทำให้เกมรุกโดยรวมอยู่ระดับกลางตาราง