ขณะที่ศาลทรัพย์สินฯ ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาให้ บมจ.สยามสปอร์ตฯ โจทก์ ชำระ 240 ล้านบาทแก่ บจก. ซีนิแพล็กซ์ จำเลยที่ 20 พร้อมดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 จนถึงวันที่โจทก์จะชำระแก่จำเลยที่ 20 เสร็จสิ้น คำขออื่นของจำเลยที่ 20 ให้ยก
กับให้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 50 ล้านบาทแก่บมจ.สยามสปอร์ตฯ โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2560) จนถึงวันที่จำเลยที่ 1 จะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น ส่วนคำขออื่นของโจทก์ให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 2-20 กับยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 20
ต่อมา บมจ.สยามสปอร์ตฯ โจทก์, สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จำเลยที่ 1 และบจก. ซีนิแพล็กซ์ จำเลยที่ 20 ยื่นอุทธรณ์
โดยศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ มีคำพิพากษาแก้เป็นว่า ให้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 450 ล้านบาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2560) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ
และให้บมจ.สยามสปอร์ตฯ โจทก์ชำระเงิน 240 ล้านบาทแก่บจก. ซีนิแพล็กซ์ จำเลยที่ 20 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 20 แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่จำเลยที่ 20 ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
บมจ.สยามสปอร์ตฯ โจทก์ และสมาคมกีฬาฟุตบอล จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา