"ในสมัยที่ผมอยู่ ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต (ทีมสำรอง) ผมเคยมีโอกาสซ้อมร่วมกับ อันเดรียส โมลเลอร์ ที่ตอนนั้นอายุ 19 ปีเท่ากัน โมลเลอร์น่ะผมเห็นเลยว่าเขาจะก้าวไปเป็นนักเตะระดับโลกได้แน่ แต่ผมน่ะ ไม่ใกล้เคียงเลย"
และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความสนใจเบนเข็มสู่การศึกษางานกุนซือ
ตั้งแต่การเป็นโค้ชที่ ไมนซ์ คล็อปป์มุ่งมั่นกับการสร้างสิ่งที่ชาวเยอรมันเรียกว่า "Gesamtkunstwerk" ในวงการฟุตบอลจะหมายถึงการให้ความสำคัญในรายละเอียดทุกจุด แต่รายละเอียดดังกล่าวทั้งหมดจะต้องหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเกมรุกอันน่าตื่นเต้น ความสัมพันธ์ที่ดีในห้องแต่งตัว รวมถึงการปลุกพลังจากกองเชียร์ สิ่งเหล่านี้ คล็อปป์ สร้างให้เกิดขึ้นที่ไมนซ์ และใช้เวลาไม่กี่ฤดูกาลก็สร้างปรากฏการณ์พาไมนซ์เลื่อนชั้นมาเตะในบุนเดสลีกาได้สำเร็จ แม้อีก 3 ฤดูกาลต่อมาจะตกชั้นลงไปอีกครั้งก็ตาม
แม้จะตกชั้น แต่ คล็อปป์เลือกที่จะยังอยู่กับทีมต่อไป อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถพาทีมเลื่อนชั้นได้ จึงตัดสินใจลาออกจากไมนซ์ในที่สุด
และแม้จะไม่ได้เป็นกุนซือที่พาทีมเลื่อนชั้นได้ แต่ด้วยสไตล์การทำทีมที่เน้นเกมรุกสุดแสนเร้าใจของเขาก็ไปเข้าตาบอร์ดบริหารของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จนได้ย้ายไปคุมทัพ "เสือเหลือง" ในช่วงซัมเมอร์ปี 2008 ซึ่งภายใต้การคุมทีมของ คล็อปป์ เขาพาทีมโค่นบาเยิร์น มิวนิค ลงจากบัลลังก์แชมป์ฟุตบอลเยอรมัน รวมถึงทะลุเข้าชิงยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกในฤดูกาล 2012-2013
แต่แล้วในฤดูกาลต่อมา ดอร์ทมุนด์ เจอปัญหานานับประการ ทั้งตัวหลักเจ็บยาวค่อนทีม นักเตะใหม่ที่ซื้อเข้ามาก็ทำผลงานล้มเหลว อันดับของทีมก็ร่วงลงไปเรื่อยๆถึงกลุ่มท้ายตาราง คล็อปป์ ตกอยู่ในความกดดันจนเริ่มไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ สุดท้ายก็ประกาศลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อผลงานของทีม (แม้สุดท้ายดอร์ทมุนด์จะคืนฟอร์มจนจบที่ 7 ได้ก็ตาม) พร้อมขอพักงานกุนซือเพื่อ "ชาร์จพลัง" เป็นเวลา 1 ปี
"ที่ ลิเวอร์พูล ผมไม่ได้รู้สึก 'เหมือนอยู่บ้าน' เพราะสำหรับผม ที่นี่คือ 'บ้าน' อยู่แล้ว" คล็อปป์ กล่าว
ตัดภาพมาที่ ลิเวอร์พูล ในซีซั่น 2014-15 มี เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เป็นกุนซือ โดยแม้ว่าฤดูกาลก่อนหน้าเกือบจะพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้แต่ก็พลาดไปในช่วงท้าย ซึ่งจากความผิดหวังดังกล่าว ลิเวอร์พูล ก็ไม่สามารถเรียกฟอร์มเดิมกลับมาได้อีกเลย อีกทั้งยังเสียผู้เล่นตัวหลักไปหลายราย บอร์ดบริหารจึงปลด บีร็อด ออกจากตำแหน่ง ประจวบเหมาะกับที่ คล็อปป์ พร้อมกลับมารับงานคุมทีมอีกครั้ง ทำให้เมื่อ ลิเวอร์พูล ติดต่อเข้าไปก็สามารถตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของ "หงส์แดง" เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2015
คล็อปป์ ให้สัมภาษณ์ว่านี่คือก้าวที่ยิ่งใหญ่ในอาชีพผู้จัดการทีมของเขา พร้อมให้คำมั่นแก่แฟนบอลว่าจะพาลิเวอร์พูลคว้าถ้วยรางวัลใหญ่ให้ได้ภายในสี่ปี่ แถมยังตั้งฉายาตนเองอย่างติดตลกว่าตนคือ "The Normal one" เพื่อคล้องกับฉายา "Special One" ของ โชเซ่ มูรินโญ่
คล็อปป์ นำเอาแนวคิด "Gesamtkunstwerk" รวมถึงแท็กติก "Gegen Pressing" มาใช้ที่ ลิเวอร์พูล อย่างได้ผล และเมื่อผนวกกับบอร์ดบริหารที่มีวิธีการทำทีมโดยใช้กระบวนการทางคณิตศาสตร์ หรือที่รู้จักกันว่า "Moneyball" ก็ยิ่งทำให้ ลิเวอร์พูล พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนคว้าแชมป์ได้ครบทุกรายการในอังกฤษ ทั้งพรีเมียร์ลีก, เอฟเอคัพ, ลีกคัพ, คอมมูนิตี้ชิลด์ ขณะที่ในระดับทวีปหรือระดับโลกก็ยังได้แชมป์ทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ และ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ
นอกจากความสำเร็จดังกล่าวแล้ว คล็อปป์ ยังเป็นที่รักของแฟนบอล มี "แพสชั่น" อันแรงกล้าที่แปรเปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจให้นักเตะสู้แบบถวายหัว รวมถึงเป็นตัวกระตุ้นให้แฟนบอลส่งเชียร์แบบถวายชีวิต
แม้จะมีช่วงที่เจอปัญหานักเตะบาดเจ็บและเริ่มโรยราจนฟอร์มดำดิ่งในปี 2022-23 แต่ คล็อปป์ และทีมงาน ก็สร้างทีมขึ้นมาใหม่จนกลับสู่หัวตารางได้อีกครั้งในปีนี้ ทำให้แฟนบอลต่างเชื่อว่า คล็อปป์ จะสร้างทีมต่อจนก้าวสู่การเป็นทีมอันดับ 1 ของยุโรปได้อีกครั้งในอีกหลายปีข้างหน้า
แต่แล้วก็เหมือนมีฟ้าผ่ากลางแอนฟิลด์ เมื่อ คล็อปป์ ประกาศว่าเขาจะอำลาทีมเมื่อจบฤดูกาลนี้ โดยให้เหตุผลว่าตนเองหมดพลังที่จะทำงานนี้ต่อ และต้องการพักจากการคุมทีมอย่างน้อย 1 ปี
“ผมรักทุกอย่างเกี่ยวกับสโมสรแห่งนี้ ผมรักทุกอย่างเกี่ยวกับเมือง กองเชียร์ และทีมงานของเรา ผมรักทุกสิ่ง แต่ผมต้องตัดสินใจแบบนี้"
“ผมรู้สึกหมดพลังงาน ผมรู้ตัวมาระยะหนึ่งแล้วว่าคงไม่สามารถทำงานนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกได้"
“ในเดือน พ.ย. เมื่อเราพูดคุยเกี่ยวกับการเซ็นสัญญาเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์หน้า ความคิดก็ผุดขึ้นมาว่า ‘ปีหน้านายจะยังอยู่ที่นี่จริงๆเหรอ’ และหลังจากนั้นผมก็นั่งทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง"
"ผมก็เหมือนรถสปอร์ตคันหนึ่ง มีผมที่เป็นคนขับแค่คนเดียวที่รู้ว่าถังน้ำมันในรถมันค่อยๆ ลดต่ำลงแล้ว แต่คนภายนอกจะไม่เห็นเรื่องปริมาณน้ำมันในรถ คุณอาจจะพารถพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้ซักระยะ แต่สุดท้ายคุณก็ต้องหยุดเพื่อหาปั๊มน้ำมัน"
"ผมเชื่อว่า การที่คุณออกมาพูดเร็วเกินไป อาจไม่ดี แต่ก็ดีกว่าคุณมาพูดเมื่อสายเกินไป'"
เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังชัดเจนกับความรู้สึกของตัวเองอยู่เสมอนับตั้งแต่เด็กจนถึง ณ วันนี้ และเมื่อถึงวันที่เขาเริ่มไม่มีความสุขกับสิ่งที่ทำ ก็คงต้องถึงเวลาแล้วที่จะต้องแยกทางกันไป
แต่แน่นอนว่าความสำเร็จที่เขาสร้างไว้ จะอยู่ในใจของแฟนบอลลิเวอร์พูลมิเสื่อมคลาย