ด้าน นายอริยะวัฏ บุษราบวรวงษ์ กรรมการผู้จัดการ วัน แชมเปียนชิพ ประเทศไทย “เมื่อ ONE ได้มีโอกาสมาร่วมมือกับทาง กกท. และสนามมวยเวทีลุมพินี เราจึงช่วยเป็นอีกทางให้นักกีฬามีอาชีพที่ดี มีชีวิตที่ดีขึ้น มีอนาคต รวมถึงปรับให้มวยไทยมีความเป็นสากลมากขึ้น ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ความเป็นไทย ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ทำให้ สนามมวยลุมพินี และกกท. เชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และสิ่งที่เราตั้งใจทำเพื่ออุตสาหกรรมมวยไทยและประเทศไทย”
“เราอยากทำให้นักมวยไทยหลีกหนีความยากจน ไม่ต้องมีชีวิตที่ลำบาก เมื่อแขวนนวมไปแล้ว พวกเขาควรได้รับค่าตอบแทนคุ้มค่ากับการชก ที่สำคัญเราเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักกีฬามาเป็นอันดับ 1 มีการตรวจร่างกายอย่างละเอียดทั้งก่อนและหลังชก รับผิดชอบค่ารักษามวย”
“การเข้ามาจัดการแข่งขันในประเทศไทยของ วัน แชมเปียนชิพ ไม่ใช่แค่เพียงหานักกีฬาที่ดีสุดในบ้านเรา เพื่อออกไปชกในระดับโลก แต่เรามีโครงการร่วมกับ กกท. ในการเฟ้นหานักชกเยาวชนผ่านโครงการ มวยรากหญ้าสู่สากลอีกด้วย”
ส่วน นายจิติณัฐ อัฎษามงคล ประธาน วัน แชมเปียนชิพ ประเทศไทย ได้กล่าวเสริมว่า “วัน แชมเปียนชิพ เราเป็นองค์กรสื่อกีฬาศิลปะการต่อสู้อันดับ 1 ของโลก ซึ่งมี มวยไทย เป็นหนึ่งในชนิดกีฬาที่จัดแข่งขันด้วย ดังนั้นนี่จึงทำให้ กีฬามวยไทยเกิดการแพร่หลายไปในระดับสากล เพราะเรามีการถ่ายทอดสดไปกว่า 170 ประเทศทั่วโลก รวมถึงยังเป็นโอกาสที่จะสอดแทรกวัฒนธรรมไทย อาทิ การไหว้ครู เสียงปี่พาทย์ ภาษาไทย เข้าไปสู่สายตาชาวโลกได้อย่างลงตัว”
“ดังนั้น วัน แชมเปียนชิพ, การกีฬาแห่งประเทศไทย และสนามมวยเวทีลุมพินี เราจึงคาดหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างให้เกิดมาตรฐานใหม่ และการรับรู้ความเข้าใจใหม่ ๆ ไปสู่วิสัยทัศน์ในการพามวยไทยไปสู่ระดับโลก มาเปลี่ยนอุตสาหกรรมตรงนี้ด้วยกัน สร้างให้ประเทศเราเกิดรายได้ สร้างฮีโร่ของเราไปสู่ในระดับโลก และทำให้สักวันหนึ่งมวยไทยกลายเป็นกีฬาอันดับ 1 ในศิลปะการต่อสู้ทั่วโลก”