ด้าน นายเอ (นามสมมติ) หนึ่งในผู้ผ่านกระบวนการบำบัด เล่าย้อนถึงวันที่เลือกเดินออกจากวังวนยาเสพติดว่า ตนเคยเสพไอซ์ มาประมาณ 10 ปี จนทำให้เกิดภาพหลอน ตาพร่ามัว มีปัญหา ในครอบครัว ทำลายข้าวของในบ้าน ทะเลาะกับภรรยา ครอบครัวไม่มีความสุข ในสังคมก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบาก ไม่ต้อนรับ ไม่มีใครรับเข้าทำงาน
“ที่ผมเลิก เพราะว่าสงสารลูกที่ลูกบอกว่า ลูกไม่ต้องการเห็นพ่อเป็นพ่อขี้ยาสำหรับลูก ผมก็ตัดสินใจเข้ารับการบำบัดที่โรงพยาบาลบางกล่ำ และตั้งใจว่าถ้ามาแล้ว จะตั้งใจเลิกยาเสพติดให้ได้ จะไม่หวนกลับไปใช้มันอีกแล้ว ถึงตอนนี้ก็เข้ารับการบำบัดมาระยะเวลา 1 ปี 8 เดือน แล้ว จนได้เข้ามาเรียนรู้อยู่ในศูนย์การเรียนรู้ฯ ที่เปิดโอกาส จึงคิดว่า เข้ามาอยู่ที่สหกรณ์บางกล่ำแล้ว จะตั้งใจเลิก และต้องเลิกให้ได้ ตอนนี้ผมยืนยันได้ 100% ว่าเลิกขาดแล้ว” นายเอ กล่าว
นายเอ กล่าวว่า การเลิกเสพยาเสพติดไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาใช้ชีวิตใหม่ วันนี้ ลูกสองคน คนหนึ่งเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อีกคนอยู่ชั้นอนุบาล 3 ได้เห็นพ่อกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง และตนมาทำงานที่ศูนย์เรียนรู้ ก็มีเงินเดือนประจำ ทำให้ในครอบครัวมีความสุข กลับมาเป็นปกติ ไม่ต้องอยู่กับความหวาดกลัวเหมือนที่ผ่านมา
นายสายัณห์ ยังบอกว่า ช่วงแรก ที่มาฝึกงานในสหกรณ์การเกษตรบางกล่ำ ที่นี่ไม่ได้สอนเพียงปลูกผัก แต่ยังเป็นพื้นที่ฝึกชีวิต ให้กลับมาเรียนรู้การทำงาน การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการเผชิญหน้ากับสังคมอีกครั้ง จากคนที่เคยถูกสังคมมองว่าเป็นปัญหา วันนี้ได้กลับมามีงาน มีรายได้ และใช้ประสบการณ์ตัวเองเป็นวิทยากร ถ่ายทอดเรื่องราวให้ผู้ที่กำลังเลิกยาเสพติด การกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่ได้เกิดจากตัวเขาเพียงคนเดียว แต่เกิดจาก โอกาสจากครอบครัว การยอมรับจากชุมชน และมือของเครือข่ายที่ยื่นเข้ามาในวันที่เขาต้องการความช่วยเหลือ
ขณะที่ นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุน การควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำควบคู่กับการปราบปราม คือ ทำอย่างไรให้ผู้ที่ใช้สารเสพติดเข้าสู่การบำบัดรักษา แล้วไม่กลับไปเสพยาซ้ำ ซึ่งการทำงานของ สสส. มุ่งเน้นการสานพลังตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน สาธารณสุข ปกครอง ท้องถิ่น จับมือกัน เพื่อทำงานดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องตลอด 1 ปี โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อป้องกันการกลับมาเสพซ้ำ ผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัด มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับโอกาส และได้รับการยอมรับจากครอบครัว ชุมชน การทำงานโดยใช้ชุมชนเป็นฐานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทางอำเภอบางกล่ำให้ความสำคัญ และให้ผู้ที่ใช้สารเสพติดที่ผ่านการบำบัดแล้วเข้าสู่การฝึกอาชีพ เพื่อที่จะให้เขามีอาชีพได้อย่างมั่นคง เช่น การทำเกษตร การปลูกแคนตาลูป มะเขือเทศ ราชินี และสามารถส่งขายได้ เป็นต้น
“ในพื้นที่อำเภอบางกล่ำมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่เข้ารับการบำบัดรักษาและหายดีแล้ว มีอาชีพและมีงานทำ สามารถลุกขึ้นมาเป็นแกนนำ เชิญชวนผู้อื่นเข้ามาร่วมกระบวนการบำบัดและดูแลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการฝึกอาชีพด้วย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ที่เข้ารับการบำบัดมองเห็นว่าสามารถเกิดขึ้นได้ ทำได้ เลิกได้จริง มีอาชีพแน่นอน สังคมและครอบครัวให้การยอมรับ ผู้ที่ผ่านการบำบัดมาแล้วเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างแน่นอน”
นางสาวรุ่งอรุณ กล่าวต่อว่า ถ้าจะทำให้ผู้เข้ารับการบำบัดอยู่ได้อย่างมั่นคง สิ่งสำคัญ คือ การฝึกอาชีพ มีสหกรณ์ดูแล มีงานเกษตรให้ทำ และมีรายได้กลับคืนสู่สังคม ทำอย่างเป็นกระบวนการ โดยใช้เครือข่ายผู้ที่ผ่านพ้นมาแล้วเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงการบำบัด จะทำให้เกิดกำลังใจ และเป็นพลังให้เขาก้าวข้าม และเชื่อมั่นว่าเขาสามารถกลับคืนสู่สังคม กลับสู่ครอบครัวได้อย่างแท้จริง