“กทม. ได้สำรวจและติดตามจุดเสี่ยงน้ำท่วมมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยมีน้ำท่วม เช่น เสนานิคม ถนนเสนานิคม 1 ถนนพหลโยธิน 84 ถนนอินทรา 5 และพื้นที่ริมคลองลาดพร้าวที่เคยมีน้ำล้นออกมา” นายชัชชาติ ระบุ
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญคือประสิทธิภาพในการระบายน้ำ โดยเฉพาะปัญหาขยะที่เข้าไปกีดขวางบริเวณช่องรับน้ำและตะแกรงฝาท่อระบายน้ำ จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดของแต่ละสำนักงานเขตออกตรวจสอบและจัดเก็บขยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำในช่วงที่ฝนตกลงมาอย่างหนัก
🔵แยกบริหารจัดการเด็ดขาด “น้ำฝน” และ “น้ำเหนือ”
สำหรับการบริหารจัดการน้ำ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า จำเป็นต้องแยกออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ น้ำฝนที่ตกในพื้นที่กรุงเทพฯ และ น้ำเหนือจากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยในส่วนของน้ำฝน กทม. มีระบบสูบน้ำและระบบระบายน้ำตามปกติ ขณะที่น้ำเหนือจะต้องควบคุมแนวป้องกันน้ำท่วม ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด
"ปัจจุบันสถานการณ์น้ำเหนือมีปริมาณราว 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม กทม. จะประสานงานกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด หากมีการเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมเตรียมความพร้อมสถานีสูบน้ำริมเจ้าพระยา 96 สถานี เฝ้าระวังแนวป้องกันน้ำท่วมตลอด 88 กิโลเมตร รวมถึงดูแลจุดฟันหลอและช่องเปิดท่าเรือ 51 จุดอย่างรัดกุม" นายชัชชาติ กล่าว
🔵ระดมสรรพกำลังและเครื่องมือเต็มพิกัด
ทั้งนี้ สำนักการระบายน้ำได้เตรียมพื้นที่รองรับน้ำล่วงหน้า โดยควบคุมและลดระดับน้ำในคลองทั่ว กทม. 1,980 คลอง (ความยาวรวม 2,745 กิโลเมตร) พร้อมใช้งานพื้นที่แก้มลิงและ Water Bank 38 แห่ง ความจุรวม 13.71 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ยังมีสถานีสูบน้ำ 207 แห่ง, บ่อสูบน้ำ 371 แห่ง, ประตูระบายน้ำ 244 แห่ง, อุโมงค์ระบายน้ำ 5 แห่ง, ท่อระบายน้ำรวม 6,854 กิโลเมตร รวมถึงรถโมบายยูนิต 12 คัน, เครื่องผลักดันน้ำ 46 เครื่อง และหน่วย BEST พร้อมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง
🔵ชี้ “เรนบอมบ์” คาดการณ์ล่วงหน้ายาก – แนะประชาชนเผื่อเวลาเดินทาง
สำหรับกรณีที่มีความกังวลเรื่อง “เรนบอมบ์” (Rain Bomb) นายชัชชาติ ระบุว่า ลักษณะและความรุนแรงของฝนขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและทิศทางลมในแต่ละวัน จึงไม่สามารถสรุปหรือประเมินล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันทุกพื้นที่ กทม. จึงต้องติดตามพยากรณ์อากาศทั้งรายสัปดาห์และรายวันเพื่อปรับแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
ทั้งนี้ ขอความร่วมมือให้ประชาชนอย่าประมาท ติดตามประกาศเตือนภัยจากทางราชการ และเผื่อเวลาในการเดินทางช่วงฝนตกหนัก โดยเฉพาะเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังเป็นประจำ โดยสามารถติดตามสถานการณ์น้ำและแจ้งเหตุความเดือดร้อนได้ที่ สายด่วน กทม.: 1555 Line Official: @Traffyfondue Facebook: ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กทม. โทรศัพท์: 0 2248 5115