นางชญาภา กล่าวต่อว่า การสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนต้องเริ่มจาก "ผู้ใหญ่ที่เป็นแบบอย่าง" โรงเรียนจึงควรเป็นพื้นที่ที่ครู ผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครอง ร่วมกันสร้างวัฒนธรรม ไม่ดื่ม ไม่ชวนดื่ม และไม่ส่งเสริมการดื่ม เพื่อให้เด็กเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย มีคุณธรรม และเรียนรู้ว่าความสุข ความสำเร็จ และการเข้าสังคมไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันจะนำไปสู่การสร้าง "นิเวศสุขภาวะทางการศึกษา" และโรงเรียนที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน
เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี ประธานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า ตลอดกว่า 20 ปีของการทำงานด้านการลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประเทศไทยยังเผชิญความสูญเสียอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเสียชีวิตจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์เฉลี่ยปีละกว่า 20,000 คน เยาวชนจำนวนมากสูญเสียโอกาสในชีวิต และความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี
เภสัชกรสงกรานต์ กล่าวว่า การที่ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา และครูดีไม่มีอบายมุขร่วมรณรงค์เชิญชวนประชาชนงดเหล้าเข้าพรรษาหรือเลิกดื่มอย่างถาวร ถือเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยงานวิจัยพบว่า ครูที่เป็นแบบอย่างสามารถชักชวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศประมาณ 2 เท่า เพราะเป็นผู้ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถเอาชนะตนเองได้จริง สะท้อนว่า "ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน"
พร้อมกันนี้ ได้เชิญชวนสังคมร่วมยกย่องและสนับสนุนครูดีไม่มีอบายมุข เพื่อร่วมกันสร้างค่านิยมใหม่ ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย โดยย้ำว่า “เด็กเรียนรู้จากการเลียนแบบบุคคลใกล้ชิด” โดยเฉพาะพ่อแม่และครู ดังนั้น เมื่อผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างที่ดี ย่อมช่วยลดโอกาสที่เด็กและเยาวชนจะเข้าสู่พฤติกรรมเสี่ยง ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรายังชี้ว่า ผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ดื่ม แต่ยังส่งผลต่อครอบครัว ชุมชน และสังคม ทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และเศรษฐกิจ
เครือข่ายครูดีไม่มีอบายมุข จึงเชิญชวนประชาชนร่วมใช้โอกาสในช่วงเข้าพรรษาเริ่มต้น "90 วันแห่งการเปลี่ยนแปลง" ลด ละ หรือเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อสร้างสุขภาพที่ดี เสริมความอบอุ่นให้ครอบครัว และร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย พร้อมมอบอนาคตที่ดีกว่าให้กับเด็กและเยาวชนไทย.