svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

รถแต่ละชนิด ขับอย่างไรให้เงินเหลือติดกระเป๋า ทางรอดในวิกฤตพลังงาน

18 มี.ค. 2569

กินแบบจิ๊บจิ๊บ!! นักวิชาการจุฬาฯ เปิดทางรอดในวิกฤตพลังงาน ยุคน้ำมันขาดแคลน กางผลวิจัยเจาะลึก รถแต่ละชนิด ขับอย่างไรให้เงินเหลือติดกระเป๋า

กินแบบจิ๊บจิ๊บ!! นักวิชาการจุฬาฯ เปิดทางรอดในวิกฤตพลังงาน ยุคน้ำมันขาดแคลน กางผลวิจัยเจาะลึก รถแต่ละชนิด ขับอย่างไรให้เงินเหลือติดกระเป๋า

KEY

POINTS

บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ สูตรสำเร็จที่วิทยาศาสตร์ยืนยัน การประหยัดพลังงานใช้ได้กับรถทุกประเภท
 

•        รักษาความเร็วสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการเร่งและชะลอความเร็วกะทันหัน

•        ขับในช่วง"โซนทอง" 70–90 กม./ชม.สำหรับรถยนต์นั่งทั่วไปบนถนนระหว่างเมือง

•        ไม่เบรกกะทันหันซึ่งทำให้พลังงานที่ใช้เร่งรถสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

•        การปฏิบัติตามหลักทั้งสามนี้ช่วยประหยัดพลังงานได้สูงสุดถึง 25% เมื่อเทียบกับการขับขี่ตามความเคยชินทั่วไป

18 มีนาคม 2569 จากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน จากสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำมัน ที่เริ่มปรับราคาสูงขึ้น และเกิดการขาดแคลนที่หน้าสถานีบริการ โดยทางรอดของผู้ใช้รถคือ การรู้วิธีขับขี่ที่ประหยัดพลังงานที่สุด โดย ศาสตราจารย์ ดร.พิชญ์ ศุภผล จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยข้อมูลงานวิจัยชุดสำคัญ ที่ชี้ให้เห็นว่า "จุดสมดุล" ของความเร็วรถแต่ละประเภท คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยทำให้เงินของผู้ใช้รถ เหลือค้างในบัญชีได้มากกว่าที่เคย
 

ศ.ดร.พิชญ์ ระบุว่า หัวใจหลักของความลับในการประหยัดนี้คือ การทำความเข้าใจการต่อสู้ระหว่าง "แรงต้านการหมุนล้อ" ที่คงที่ และ "แรงต้านอากาศ" ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจ เพราะเมื่อเราเพิ่มความเร็วเพียง 2 เท่า แรงต้านอากาศจะทวีคูณความรุนแรงขึ้นถึง 4 เท่าทันที 

 

สำหรับ "โซนประหยัด" แยกตามพฤติกรรมการใช้รถแต่ละประเภท เพื่อให้ผู้ขับขี่นำไปปรับใช้บนถนนจริงได้ทันที ดังนี้ 
 

 

ศาสตราจารย์ ดร.พิชญ์ ศุภผล จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

1.รถยนต์นั่งส่วนบุคคล
 

"80 กม./ชม. คือโซนทอง" สำหรับรถยนต์นั่ง
 

สำหรับรถเก๋งและรถอเนกประสงค์ ช่วงความเร็วที่ประหยัดน้ำมันที่สุดคือ 75–85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจุดประหยัดที่แน่นอนจะแตกต่างกันออกไปตามสรีระและขนาดของตัวรถ ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อแรงต้านอากาศที่รถต้องเผชิญ
 

รถเก๋งเล็ก

78 กม./ชม.
 

รถเก๋งทั่วไป / ใหญ่

75–77 กม./ชม.
 

รถ SUV / กระบะ

66–69 กม./ชม.
 

รถ SUV และรถกระบะนั้นมีแรงต้านอากาศสูงกว่ารถเก๋งทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรูปทรงที่สูงและกว้างกว่า จุดประหยัดจึงเลื่อนต่ำลงมาอยู่เพียง 66–69 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เจ้าของรถประเภทนี้จึงควรตระหนักว่า การขับด้วยความเร็วสูงบนทางด่วน จะส่งผลต่อค่าน้ำมันมากกว่ารถเก๋งที่มีสรีระกลมกลึงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
 

⚠️ ข้อควรระวัง: การขับที่ 120 กม./ชม. แทนที่จะเป็น 80 กม./ชม. จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 30–40% หรือคิดเป็นเงินที่จ่ายฟรีโดยไม่จำเป็น 4–6 ลิตร ต่อการเดินทางระยะ 500 กิโลเมตร

2.รถบรรทุก
 

"ยิ่งใหญ่ ยิ่งต้องคุมแรงต้านอากาศ" บทเรียนของรถบรรทุก


ผลการวิจัยที่น่าแปลกใจประการหนึ่งคือ รถบรรทุกขนาดใหญ่มีจุดประหยัดพลังงานที่ความเร็วสูงกว่ารถเล็ก เนื่องจากประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ที่ต้องการรอบการทำงานที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม แรงต้านอากาศยังคงเป็นศัตรูตัวฉกาจของรถทุกประเภท
 

รถพ่วง 18 ล้อที่วิ่งด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. จะสร้างแรงต้านอากาศเท่ากับรถเก๋งถึง 7–8 คันรวมกัน นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมการควบคุมความเร็วในโซนที่เหมาะสม จึงมีผลต่อการประหยัดเชื้อเพลิงของรถบรรทุกอย่างมหาศาล
 

รถบรรทุก 6 ล้อ

64 กม./ชม.
 

รถบรรทุก 10 ล้อ

72 กม./ชม.
 

รถพ่วง 18 ล้อ

85 กม./ชม.
 

รถพ่วง 18 ล้อมีจุดประหยัดที่ความเร็วสูงสุดในกลุ่มรถบรรทุก เพราะเครื่องยนต์ขนาดใหญ่มีค่าใช้จ่ายเดินเบาสูง จึงต้องขับที่ความเร็วที่สูงพอเพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มต้นทุนพลังงานที่สูญเสียไปกับการเดินเบา
 

💡เคล็ดลับสำหรับรถบรรทุก: การติดตั้ง อุปกรณ์เบี่ยงลม (Aero Fairing) บริเวณหัวรถสามารถช่วยลดแรงต้านอากาศและประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 10–15% โดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่แต่อย่างใด
 

3.รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (BIG BIKE)

 

"ท่าขับขี่สำคัญกว่าน้ำหนักตัว" ความจริงที่นักบิดต้องรู้
 

สำหรับสิงห์นักบิดทั้งหลาย งานวิจัยชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่อาจพลิกความเชื่อเดิม นั่นคือ รูปทรงอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) คือตัวแปรที่สำคัญมากกว่าขนาดซีซีของเครื่องยนต์ และยังสำคัญกว่าน้ำหนักของผู้ขับขี่อีกด้วย
 

รุ่น NAKED (2 สูบ)

50–70 กม./ชม.

 

รุ่น SPORT FAIRING (4 สูบ)

80–95 กม./ชม.

 

รถมอเตอร์ไซค์รุ่น Naked ที่ผู้ขับนั่งตัวตรงมีแรงต้านอากาศสูงมาก จุดประหยัดจึงอยู่เพียง 50–70 กม./ชม. ในขณะที่รถรุ่น Sport Fairing ที่มีชุดครอบพร้อมผู้ขับที่มักก้มตัวขณะขี่นั้น สามารถขับได้ถึง 80–95 กม./ชม. โดยยังคงอยู่ในโซนประหยัด
 

💡ข้อเท็จจริงที่น่าทึ่ง: การก้มตัวลงขณะขับเร็วสามารถลดแรงต้านอากาศได้ถึง 20–30% ซึ่งประหยัดน้ำมันได้มากกว่าการพยายามลดน้ำหนักตัวผู้ขับขี่หลายเท่า — ท่าขับขี่จึงเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่สไตล์

 

4.รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
 

"ชาร์จบ้าน + ความเร็วสม่ำเสมอ = ถูกกว่า 3–6 เท่า" สูตรสำเร็จของ EV
 

แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีข้อได้เปรียบสำคัญในการไม่มีค่าใช้จ่ายการเดินเบา และมีระบบการปั่นไฟกลับ (Regenerative Braking) ที่ช่วยคืนพลังงานเมื่อเบรก แต่กฎของฟิสิกส์ก็ยังใช้บังคับ — แรงต้านอากาศที่ความเร็วสูงยังคงส่งผลให้ใช้พลังงานมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
 

แม้ตามทฤษฎีจะมีจุดประหยัดที่ 30–40 กม./ชม. เพราะ EV ไม่มีค่าเดินเบา แต่ช่วงความเร็ว 80–100 กม./ชม. ถือว่าเป็น "Flat Basin" ที่ยอมรับได้และสามารถใช้งานในชีวิตจริงได้อย่างเหมาะสม

 

จุดชี้ขาดความคุ้มค่าที่แท้จริงของ EV ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ วิธีการชาร์จไฟ การชาร์จที่บ้านด้วยปลั๊กทั่วไปมีต้นทุนเฉลี่ยเพียง 0.52 บาทต่อกิโลเมตร ในขณะที่การใช้สถานีชาร์จเร็ว (DC Fast Charger) ตามท้องถนนมีต้นทุนสูงกว่านั้นถึง 2 เท่า ผู้ที่ใช้ EV จึงควรวางแผนการชาร์จให้เน้นที่บ้านหรือที่ทำงานเป็นหลัก เพื่อดึงประโยชน์จากรถไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่
 

💡พฤติกรรมที่ควรนำไปปฏิบัติ: การใช้ระบบ One-Pedal Driving ในการขับขี่ในเมืองจะช่วยให้ระบบเบรกปั่นไฟกลับทำงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 15–25% เมื่อเทียบกับการเบรกด้วยเท้าตลอดเวลา
 

แก้ความเข้าใจผิด ความเชื่อที่คลาดเคลื่อน ที่นักวิชาการต้องการให้แก้ไข
 

ศ.ดร. พิชญ์ ย้ำเตือนถึงความเชื่อผิดๆ ที่แพร่หลายในหมู่ผู้ขับขี่ ซึ่งมักส่งผลให้เสียเงินโดยไม่รู้ตัว ประการแรกคือความเชื่อที่ว่า "การบรรทุกหนักทำให้ต้องขับช้าลงเพื่อประหยัดน้ำมัน" — ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด น้ำหนักบรรทุกที่มากขึ้นจะเพิ่มการใช้พลังงานในทุกช่วงความเร็วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ได้ทำให้ตำแหน่งของจุดประหยัดสุดเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ผู้ขับขี่ยังคงควรรักษาความเร็วในโซนทองของรถประเภทนั้นๆ ไว้เช่นเดิม
 

ประการที่สองคือความเชื่อเรื่อง "การปิดแอร์เพื่อประหยัดน้ำมันในรถบรรทุก" แม้จะมีผลจริงบ้าง แต่ประหยัดได้เพียง 3–5% เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการควบคุมความเร็วให้อยู่ในโซนที่เหมาะสม ซึ่งให้ผลการประหยัดถึง 10–20% การเน้นการควบคุมความเร็วจึงให้ผลตอบแทนดีกว่าการอดทนต่อความร้อนอย่างมีนัยสำคัญ