svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

นอภ.แม่สะเรียง โพสต์สะเทือนใจ! ถนนกินคน พรากชีวิตแม่เฒ่า

23 ก.พ. 2569

นอภ.แม่สะเรียง โพสต์สะเทือนใจ! ถนนกินคน ทางทุรกันดารพรากชีวิตแม่เฒ่า วอนรัฐเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยชีวิตประชาชน

23 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นเรื่องราวที่สร้างความรู้สึกสะเทือนใจ และไม่น่าเชื่อว่าในประเทศไทย จะยังมีพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นที่ ยังไม่ได้รับการพัฒนา โดยเส้นทางคมนาคม ความไม่สะดวกในการเดินทางเช่นนี้ ส่งผลอย่างใหญ่หลวง กับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งถูกโพสต์โดย นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ที่ระบุว่า
 

"เมื่อวินาทีแห่งชีวิต... ต้องพ่ายแพ้ต่อเส้นทางที่ยากลำบาก"
 

เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. ผมได้รับรายงานที่น่าสลดใจจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ต.แม่ยวม ถึงการจากไปของ "แม่ลอยบอย ษมาจิตโอบอ้อม" วัย 70 ปี ราษฎรบ้านแม่ปอ ซึ่งท่านเป็น มารดาของนายกมล ษมาจิตโอบอ้อม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหย่อมบ้านแม่ปอ
 

เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ผมมองย้อนกลับไปถึงภาพความทรงจำเมื่อปีที่แล้ว ที่ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปเยี่ยมพี่น้องที่หมู่บ้านแห่งนี้ ระยะทางในแผนที่อาจดูไม่ไกล แต่ในความเป็นจริง "สภาพถนน" คืออุปสรรคที่ใหญ่หลวงที่สุด และส่งผลกระทบโดยตรงต่อลมหายใจของพี่น้องประชาชน

ในวันที่ฝนตกหนักพื้นผิวถนนกลายเป็นโคลนลื่น จนรถยนต์ไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ เมื่อแม่ลอยบอยมีอาการป่วยทรุดหนักลง ชาวบ้านจึงต้องช่วยกัน "แบกเปลหาม" ฝ่าเส้นทางวิบากลัดเลาะตามไหล่เขา เพื่อส่งตัวไปยังบ้านแม่กองคา ก่อนจะต่อรถฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลแม่สะเรียง... แม้ทีมแพทย์จะพยายามยื้อชีวิตด้วยการทำ CPR อย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้าย "ระยะทางและเวลา" ก็พรากแม่จากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ
 

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความยากจน แต่นี่คือเรื่องของ "เส้นทางคมนาคมที่ชี้เป็นชี้ตาย"
 

กว่า 20 ปีที่แม่ฮ่องสอนถูกจัดว่า เป็นจังหวัดที่ยากจนต่อเนื่อง แต่สิ่งที่สะท้อนความยากลำบากได้ชัดเจนที่สุด คือการที่พี่น้องเรายังขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น ทั้ง ถนนที่ปลอดภัย ประปา ไฟฟ้า และสัญญาณโทรศัพท์ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความสะดวกสบาย แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยรักษาชีวิตคนในยามวิกฤต
 

การจากไปของแม่ลอยบอยในวันนี้ ต้องไม่เป็นเพียงแค่ตัวเลขในรายงาน แต่มันคือ "เสียงสะท้อน" ถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาเส้นทางในพื้นที่ห่างไกล เพราะสำหรับพี่น้องบนดอย "ถนนที่ดีขึ้นเพียงกิโลเมตรเดียว อาจหมายถึงอีกหนึ่งชีวิตที่รอดกลับมาหาครอบครัว"
 

ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวษมาจิตโอบอ้อม ด้วยครับ 
 

ภายหลังจากโพสต์ดังกล่าว เผยแพร่ได้มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น รวมถึงแชร์ เรื่องราวครั้งนี้ออกไป โดยหนึ่งในนั้นคือ นายเพชรมงคล วัสสุวรรณ ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ ประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า
 

ถ้าได้ “เห็นด้วยตา” ได้ “เดินด้วยเท้า” ได้ “ฟังด้วยใจ”

เราจะไม่พูดถึงแม่ฮ่องสอนเหมือน

เป็นเพียงปลายทางของแผนที่

แต่จะเข้าใจว่าที่นี่คือปลายทาง

ของความพยายามนับไม่ถ้วนของผู้คน

การได้ “เห็นด้วยตา”

ไม่ใช่แค่เห็นสายหมอกที่สวยงามเหนือขุนเขา

แต่คือการมองทะลุความงามนั้น

ไปยังถนนลูกรังที่คดเคี้ยว สูงชัน และเปราะบาง

เส้นทางที่สำหรับบางคนคือความตื่นเต้นของการท่องเที่ยว

แต่สำหรับคนที่นี่ คือเส้นแบ่งบาง ๆ

ระหว่าง “โอกาส” กับ “ข้อจำกัด”

ระหว่าง “สิทธิที่ควรได้รับ” กับ “ความจริงที่ต้องอดทน”

การได้ “เดินด้วยเท้า”

คือการรู้ว่าแต่ละกิโลเมตรบนดอยสูง

ไม่ใช่เพียงระยะทาง

แต่คือเวลา คือค่าใช้จ่าย คือโอกาสที่หลุดลอย

กว่าจะถึงโรงพยาบาล

กว่าจะถึงโรงเรียน

กว่าจะถึงบริการพื้นฐานที่คนเมืองมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา

ทุกย่างก้าวของพี่น้องบนผืนดินนี้

เต็มไปด้วยความพยายามที่ไม่เคยถูกร้องขอความสงสาร

มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรี

และการได้ “ฟังด้วยใจ”

คือการได้ยินเสียงที่เบากว่าเสียงลมบนยอดดอย

เสียงของความอดทนที่ยาวนาน

เสียงของความหวังที่ไม่เคยดับ

หวังเพียงให้ลูกหลานได้เรียนใกล้บ้าน

คนในหมู่บ้านได้รักษาใกล้ชุมชน

ได้มีชีวิตที่ไม่ต้องเริ่มต้นจากความเสียเปรียบ

วันนี้…ผู้มีอำนาจจากส่วนกลาง ไม่ควรมองแม่ฮ่องสอน

ผ่านรายงานตัวเลข หรือแผนงานบนโต๊ะประชุมเท่านั้น

แต่ต้องลงมาสัมผัสความจริงด้วยสายตา ด้วยเท้า และด้วยหัวใจ

และพวกเราทุกภาคส่วน หากมีโอกาส

ต้องกล้าสะท้อนความจริงจากพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา

กล้าผลักดันนโยบาย

กล้าดึงทรัพยากร ดึงงบประมาณ จากส่วนกลาง

ให้ไหลมาถึงปลายทางที่ควรได้รับความเป็นธรรมมานานแล้ว

เพราะความห่างไกล…

ไม่ควรเป็นเหตุผลของความเหลื่อมล้ำ

และภูเขาสูง…

ไม่ควรเป็นกำแพงกั้นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ถึงเวลาแล้วที่แม่ฮ่องสอน

จะไม่ถูกมองเป็นเพียง “พื้นที่ชายขอบ”

แต่เป็นหัวใจอีกดวงหนึ่งของประเทศ

ที่สมควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม

เพื่อให้พี่น้องและลูกหลานบ้านเรา

เติบโตบนผืนดินของตนเอง

อย่างภาคภูมิ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

#แม่ฮ่องสอนจะต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

เพชรมงคล วัสสุวรรณ

ขอบคุณภาพประกอบจาก:ท่านวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง

และขอให้กำลังใจท่านและเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน เพื่อชาวบ้านนะครับ