"สปสช." ชงปฏิรูประบบสุขภาพ รื้อระบบส่งตัวผู้ป่วยรักษา รพ.ในกทม.
18 ก.พ. 2569
"สปสช." ชงปฏิรูประบบสุขภาพ รื้อระบบส่งตัวผู้ป่วยรักษา รพ.ในกทม. ปรับเปลี่ยนสถานพยาบาล รูปแบบวิสาหกิจเพื่อชุมชน
ข่าว
18 ก.พ. 2569
"สปสช." ชงปฏิรูประบบสุขภาพ รื้อระบบส่งตัวผู้ป่วยรักษา รพ.ในกทม. ปรับเปลี่ยนสถานพยาบาล รูปแบบวิสาหกิจเพื่อชุมชน
18 กุมภาพันธ์ 2569 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมคณะ ร่วมพูดคุยกับคณะสื่อมวลชนในเครือเนชั่น
ถึงภารกิจการทำงานของสปสช. ในปี 2569 โดยเฉพาะการเตรียมทำข้อเสนอนโยบายด้านสุขภาพ ต่อรัฐบาลชุดใหม่รวมถึงผู้บริหารกทม.
นพ.จเด็จ เผย ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ สปสช. ได้รวบรวมปัญหาการร้องเรียนด้านสุขภาพในกทม. ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 พบว่า สถานพยาบาลไม่ได้รับใบส่งตัว มีสถิติเพิ่มสูงขึ้น
สาเหตุ มาจากสถานพยาบาลปฏิเสธการส่งตัวไปรักษาอีกสถานพยาบาลหนึ่ง ซึ่งสปสช. เสนอระบบการบริหารจัดการใหม่มีหลายโมเดล หรืออย่างเช่น การบริหารจัดการแบบ รพ.บ้านแพ้ว ที่ประสบความสำเร็จ หรือ จะเป็นรูปแบบ วิสาหกิจชุมชน โดยเบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับ ปลัดกทม. และผู้ว่ากทม.ไปบ้างแล้ว
นพ.จเด็จ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา การบริการสุขภาพในกรุงเทพมหานครมีปัญหาพอสมควร จากการติดตามข้อร้องเรียนผู้ป่วย อาจจะมีปัญหาในเรื่องไปรับใบส่งตัว การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเรื่องของการให้ผู้ป่วยได้รับใบส่งตัวคิดว่าน่าจะไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม แต่อาจจะต้องมีการปฏิรูประบบสุขภาพในกรุงเทพมหานคร โดย สปสช.ได้มีการศึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญหลายส่วน น่าจะต้องส่งเสริมบริการที่เรียกว่าบริการปฐมภูมิให้กับทุกคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร
“กรุงเทพมหานคร มีคนลงทะเบียนจริงๆ ประมาณ 3.5 ล้านคน แต่เชื่อว่า มีผู้รับบริการจริงๆ อาจจะมากกว่านั้น ส่วนนี้อาจจะต้องทำอย่างไรให้มีระบบทะเบียนครอบคลุมกลุ่มคนพวกนี้ นอกจากนั้น เมื่อจะจัดบริการที่เรียกว่าบริการปฐมภูมิให้กับคนกลุ่มนี้ ต้องดูจำนวนที่เราจะต้องตอบสนองกับคนในลักษณะที่จำนวนทั้งหมด ไม่ใช่จำนวนผู้ที่มีทะเบียนอยู่ในกรุงเทพมหานคร ดังนั้น รูปแบบต่างๆของบริการในอนาคต ต้องเข้าใจว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องบุคลากรไม่พอตรวจ ดังนั้นอาจจะต้องพิจารณารูปแบบการบริการในลักษณะใหม่ ที่เป็นลักษณะที่มีการจัดรูปแบบที่ไม่ใช่ระบบรัฐอย่างเดียว อาจจะเป็นกึ่งรัฐหรือว่าเอกชนเข้ามาร่วม โดยเฉพาะบริการปฐมภูมิ ซึ่งตรงนี้ฝ่ายสปสช.จะร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร ขับเคลื่อนในระบบตรงนี้” นพ.จเด็จ กล่าว
ขณะนี้ สปสช. หารือกับทางกระทรวงสาธารณสุขว่า จะนำทรัพยากรของกระทรวงสาธารณสุขที่มีอยู่อาจจะเข้ามาเสริมกำลังตรงนี้ ในส่วนของคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนในกรุงเทพมหานคร และกับกรุงเทพมหานครเองก็อาจจะร่วมกันพัฒนา ขยายหน่วยบริการบางส่วนในพื้นที่บางพื้นที่ที่จำเป็นแล้วก็อาจจัดระบบ
ต้องย้ำว่า กลุ่มหนึ่งที่มีปัญหาขณะนี้ คือกลุ่มที่เข้าถึงบริการแล้ว แต่ยังมีประชากรในกรุงเทพมหานครอีกเยอะที่เข้าไม่ถึงบริการ อย่างเช่น ผู้ที่อพยพมาจากต่างจังหวัดเข้ามาทำงาน พูดง่ายๆ เรียกว่าหาเช้ากินค่ำหรือว่าพวกที่คนไร้บ้านต่างๆ ที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ตรงนี้ก็จะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่คิดว่าน่าจะอยู่ในระบบที่เราเรียกว่าจะปฏิรูประบบบริการในกรุงเทพมหานครด้วย
เลขาธิการ สปสช. กล่าวยกตัวอย่างว่า ถาไม่ใช่เอกชน จะมีโรงพยาบาลกึ่งเอกชนในลักษณะของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว หรือวิสาหกิจสังคมเพื่อสังคม หรือวิสาหกิจเพื่อชุมชน ทั้งหมดยังคงอยู่ในโจทย์ที่จะต้องไปดูอีกครั้งว่าอะไรที่เหมาะสม เพราะว่า ในกรุงเทพมหานคร พบว่า บางครั้งเราใช้กลไกรัฐอย่างเดียวอาจจะไม่รวดเร็ว หรือการแก้ปัญหาจะช้าเกินไป เช่นบุคลากรอาจจะไม่พอ หรือว่าจะทำให้การจ้างงานบุคลากรยังไม่ทันเวลาก็จะต้องมีรูปแบบใหม่เข้ามา
นพ.จเด็จ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกับปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้ว่าฯ กทม. ระดับหนึ่งแล้วในเรื่องของแนวคิด ส่วนเรื่องของวิธีการคงต้องไปดูรายละเอียดอีกครั้ง แต่เชื่อว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามา โจทย์ปัญหาเรื่องการปฏิรูประบบบริการสุขภาพในกรุงเทพมหานคร เป็นโจทย์ที่ผู้บริหารต้องดำเนินการ เชื่อว่าทิศทางที่ได้กล่าวไปน่าจะเป็นทิศทางหนึ่งที่ต้องมาขบคิดแล้วก็ขับเคลื่อนต่อไป
เลขาธิการ สปสช. ยอมรับว่า ปัญหาใบส่งตัว มารักษาในรพ. สังกัด กทม. นั้น ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการออกแบบระบบบริการกับระบบการเงินของ สปสช.ด้วย ยอมรับ ในอดีตเคยจัดสรรงบประมาณให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงพยาบาลขนาดใหญ่ก็ไปสร้างเครือข่ายกับคลินิกหรือโรงพยาบาลขนาดเล็กๆ ส่วนหนึ่งอาจจะมีปัญหาว่าผู้ไปรับบริการอาจจะไม่ได้รับความสะดวก เพราะว่าการจัดเครือข่ายน้อยเกินไป ก็มีแนวคิดในการเปลี่ยนไปจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยบริการเล็กๆ อย่างเช่น คลินิกหรือโรงพยาบาลเล็กๆ
ส่วนการจัดให้โรงพยาบาลเล็กๆ ก็มีปัญหาว่าโรงพยาบาลเล็กๆอาจจะไม่อยากส่งตัว เพราะเมื่อได้งบประมาณไปแล้ว รู้สึกว่าถ้าส่งตัวยิ่งน้อยการไปตามจ่ายก็น้อยลง ดังนั้นเราจึงต้องมาขบคิดอีกครั้งหนึ่งว่าเราจะแก้ปัญหาตรงนี้ทิศทางไหนจึงจะเหมาะกับสภาพปัจจุบันด้วย
ทั้งหมดนี้ ต้องมีการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาที่ว่า ประชาชนไปแล้วไม่ได้รับใบส่งตัว หรือว่าการส่งต่อยังไม่มีประสิทธิภาพตรงนี้ ซึ่งกลไกบริการ บวกกับกลไกการเงินน่าจะเป็นช่องทางหนึ่งในการปฏิรูป
