รศ.ดร.ทีปกร กล่าวว่า หากยังปล่อยให้เกิดการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพต่อไป แม้ในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นผลชัด แต่ในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์และเงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตน โดยเฉพาะในบริบทของสังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอดที่จำนวนผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ส่งเงินสมทบลดลง หากผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำกว่าที่ควรจะเป็นต่อไป ในที่สุดแรงกดดันจะตกอยู่ที่การลดสิทธิประโยชน์ การเพิ่มอัตราการเก็บเงินสมทบ หรือการพึ่งงบประมาณรัฐมากขึ้น
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของกรณี ตึก SKYY9 เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด ซึ่งต้องการมาตรฐานการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่าปกติ ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะเดียวกัน สิ่งที่ สปส. ควรดำเนินการได้แก่
- กำหนดหลักเกณฑ์การลงทุนให้ชัดเจนและเปิดเผยต่อสาธารณะ
- ประเมินมูลค่าและความเสี่ยงโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ
- มีกลไกตรวจสอบกำกับดูแลแบบย้อนหลัง (Ex-post Monitoring) ที่ประชาชนเข้าถึงได้
“หากพบการทุจริตในการลงทุน ส่วนตัวคิดว่ากลไกระบบยุติธรรมจะต้องเอาผิดกับผู้ทุจริตทั้งการจำคุกและยึดทรัพย์ให้ได้ ขณะเดียวกันประชาชนและสื่อมวลชนต้องช่วยกันติดตาม ตรวจสอบ และเรียกร้องความรับผิดชอบต่อการบริหารที่ผิดพลาด พร้อมขอความร่วมมือจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันสร้างวัฒนธรรมของความกล้าหาญทางจริยธรรมในการเปิดโปงข้อมูลการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพราะเบื้องหลังการทุจริต คือชีวิต เลือดเนื้อ และหยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงานไทยที่ถูกขูดรีดเอารัดเอาเปรียบโดยเสมอมา” รศ. ดร.ทีปกร กล่าว