svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

นักวิชาการ มธ. เตือน "บอร์ดประกันสังคม" ปรับพอร์ต 50:50 เสี่ยงเงินบำนาญวูบ

30 ม.ค. 2569

นักวิชาการ มธ. ชี้บอร์ดประกันสังคมปรับสูตรลงทุน SAA เป็น 50:50 เพิ่มความเสี่ยงบำนาญผู้ประกันตน หากไม่ล้างไพ่กลไกการตัดสินใจลงทุนแบบเดิม หวั่นกระทบสิทธิประโยชน์ระยะยาว

30 มกราคม 2569 รศ.ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แม้คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) เพิ่งมีมติเห็นชอบในหลักการในการปรับแผนและกรอบนโยบายการลงทุน (SSA) ใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้ได้มากขึ้น โดยการขยายกรอบสัดส่วนการลงทุนระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงสูง (High Risk) และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ (Low Risk) เพิ่มขึ้นเป็น 50:50 จากเดิมที่อยู่ที่ 40:60 แต่หากโครงสร้างการตัดสินใจลงทุนยังเหมือนเดิม ทั้งในแง่ผู้มีอำนาจตัดสินใจ เกณฑ์การตัดสินใจ ตลอดจนการบริหารความเสี่ยง ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจไม่แตกต่างจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

“ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขสัดส่วนการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของกระบวนการตัดสินใจลงทุนเป็นสำคัญ เมื่อกองทุนต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้น ย่อมต้องยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การปรับตัวเลขสัดส่วนการลงทุนโดยไม่ปรับกลไกการบริหารจัดการกองทุนและการกำกับดูแลธรรมาภิบาล อาจเป็นเพียงการเพิ่มความผันผวนและความเสี่ยง โดยไม่สามารถเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวตามที่คาดหวังได้” รศ. ดร.ทีปกร กล่าว

รศ.ดร.ทีปกร กล่าวว่า รากของปัญหาการลงทุน การบริหารจัดการ และความโปร่งใสกองทุนประกันสังคม อยู่ที่ข้อจำกัดเชิงสถาบันและโครงสร้างการกำกับดูแลที่ไม่สอดคล้องกับขนาดและความซับซ้อนของกองทุน กล่าวคือ แม้กองทุนจะมีมูลค่าสูงมาก แต่โครงสร้างการตัดสินใจและการกำกับตรวจสอบยังคงอยู่ในกรอบราชการแบบดั้งเดิม และถูกครอบงำโดยกลุ่มผู้มีอำนาจชุดเดิมหรือเครือข่ายเดิมทางการเมือง ดังนั้น ถึงแม้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะยืนยันว่าการดำเนินการถูกต้องตามระเบียบ แต่คำถามสำคัญคือ ระเบียบเหล่านั้นเพียงพอและเหมาะสมกับยุคสมัยและการบริหารเงินสำหรับระยะยาวหรือไม่ ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าปัญหาตัวบุคคล

สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงคือการยกระดับธรรมาภิบาลในการบริหารกองทุน โดยเฉพาะในขั้นตอนการคัดเลือกสินทรัพย์ ซึ่งต้องมีประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และอาศัยความเป็นมืออาชีพ ผู้จัดการการลงทุนควรมีความเป็นอิสระ และต้องมีระบบการประเมินผลที่ชัดเจน โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 

  1. แยกบทบาทระหว่างผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารการลงทุน และผู้กำกับตรวจสอบอย่างชัดเจน 
  2. เพิ่มความเป็นอิสระและความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการด้านการลงทุน 
  3. เปิดเผยข้อมูลการลงทุนให้สามารถตรวจสอบจากภายนอกได้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงถูกต้องตามระเบียบภายใน

รศ.ดร.ทีปกร กล่าวว่า หากยังปล่อยให้เกิดการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพต่อไป แม้ในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นผลชัด แต่ในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์และเงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตน โดยเฉพาะในบริบทของสังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอดที่จำนวนผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ส่งเงินสมทบลดลง หากผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำกว่าที่ควรจะเป็นต่อไป ในที่สุดแรงกดดันจะตกอยู่ที่การลดสิทธิประโยชน์ การเพิ่มอัตราการเก็บเงินสมทบ หรือการพึ่งงบประมาณรัฐมากขึ้น

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของกรณี ตึก SKYY9 เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด ซึ่งต้องการมาตรฐานการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่าปกติ ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะเดียวกัน สิ่งที่ สปส. ควรดำเนินการได้แก่ 

  • กำหนดหลักเกณฑ์การลงทุนให้ชัดเจนและเปิดเผยต่อสาธารณะ 
  • ประเมินมูลค่าและความเสี่ยงโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ 
  • มีกลไกตรวจสอบกำกับดูแลแบบย้อนหลัง (Ex-post Monitoring) ที่ประชาชนเข้าถึงได้ 

“หากพบการทุจริตในการลงทุน ส่วนตัวคิดว่ากลไกระบบยุติธรรมจะต้องเอาผิดกับผู้ทุจริตทั้งการจำคุกและยึดทรัพย์ให้ได้ ขณะเดียวกันประชาชนและสื่อมวลชนต้องช่วยกันติดตาม ตรวจสอบ และเรียกร้องความรับผิดชอบต่อการบริหารที่ผิดพลาด พร้อมขอความร่วมมือจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันสร้างวัฒนธรรมของความกล้าหาญทางจริยธรรมในการเปิดโปงข้อมูลการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพราะเบื้องหลังการทุจริต คือชีวิต เลือดเนื้อ และหยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงานไทยที่ถูกขูดรีดเอารัดเอาเปรียบโดยเสมอมา” รศ. ดร.ทีปกร กล่าว