นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า นโยบาย 20 บาทเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล มีเรื่องท้าทายคือการเงิน เทคโนโลยี และกฎหมาย การใช้จ่ายเงินต้องรัดกุม ตรวจสอบได้ จึงไม่สามารถเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่จะดำเนินการอย่างรัดกุมเพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้บริโภคมากที่สุด แม้มีความท้าทายทั้งการเงิน เทคโนโลยี และกฎหมายโดยขณะนี้กำลังศึกษาเพื่อให้นโยบายนี้ดำเนินการอย่างยั่งยืนได้
นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กล่าวว่า รถไฟฟ้าประเทศไทยมี 2 รูปแบบ
1) รัฐจ้างวิ่งแล้วรัฐเป็นผู้รับรายได้ เมื่อจะปรับลดค่าบริการ รัฐจะรู้รายได้ที่ลดลง
2) มีหลายสายที่ยังมีสัญญาสัมปทานกันอยู่โดยเอกชนเป็นผู้เดินรถและรับรายได้ ซึ่งในส่วนที่รัฐจ้างเดินรถ เช่นสายสีแดง และสายสีม่วง สามารถดำเนินการนโยบาย 20 บาทได้ก่อน ส่วนที่มีสัญญาสัมปทานอาจจะต้องมีการเจรจา
อย่างไรก็ตามในการสร้างความยั่งยืน และแหล่งที่มาของรายได้ในการสนับสนุนนโยบาย ในช่วงแรกจะใช้เงินรายได้ของ รฟม.มาดำเนินการ แต่ในระยะยาวกำลังมีการศึกษาแหล่งที่มาของรายได้เพื่อสร้างความยั่งยืนของนโยบายนี้ เช่นค่าภาษีรถติด เพื่อสนับสนุนนโยบายนี้
ขณะที่ นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กระบวนการทำงานในฝั่งสภาผู้แทนราษฎร ได้ขับเคลื่อนการแก้กฎหมาย โดยยื่นแก้ไขกฎหมายและ สภาฯ ได้เห็นชอบในวาระแรกของการแก้ไขกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ร.บ.การจัดการระบบตั๋วร่วม และ พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนฯ ซึ่งทั้ง 3 ฉบับจะกลับสู่การพิจารณาสภาฯ ในวาระ 2-3 ในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อให้สามารถดำเนินการต่อตามเป้าหมายของฝั่งบริหาร หรือคือให้ประชาชนได้เดินทางในค่าใช้จ่ายที่ถูก เพื่อเป็นการลดค่าครองชีพได้ในวันที่ 30 ก.ย.นี้เป็นต้นไป
นายชนินทร์ กล่าวอีกว่า สุดท้าย ขอให้คำมั่นว่ารัฐบาลนี้จริงจังและนโยบายเกิดขึ้นแน่นอนจึงมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มีความยั่งยืน และมองว่า รถไฟฟ้าไม่ควรเป็นธุรกิจค้ากำไร ดังนั้น เพื่อสร้างความยั่งยืนของการแก้ปัญหาเรื่องตั๋วโดยสารนี้ พรรคเพื่อไทยจึงมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการผ่านการแก้กฎหมายให้มีความถาวร ตั้งกองทุน และคณะกรรมการเข้ามากำกับดูแลนโยบายอย่างเหมาะสม
ส่วนเรื่องแหล่งที่มาของงบประมาณที่จะเข้ามาในกองทุนนั้น ต้องเปิดกว้างให้มีแหล่งที่มาที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหาร และลดการพึ่งพางบประมาณจัดสรรจากรัฐบาลแบบปีต่อปี เปิดให้ รฟม. สามารถหารายได้อื่นเพิ่มเติมแล้วนำรายได้นั้นมาช่วยเหลือค่ารถไฟฟ้า เช่น รายได้ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่ส่วนควบ หรือลงทุนธุรกิจอื่นๆ รอบสถานี หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะลดค่าใช้จ่ายประชาชนที่เดินทางโดยขนส่งสาธารณะได้