จากนั้น นายสมศักดิ์ พร้อมคณะ เดินทางต่อไปยัง หอประชุมศรีวชิรโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเปิดโครงการบริการทุกช่วงวัย ด้วยความห่วงใยจากกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้หลัก “อสม. มั่นคง สาธารณสุขเข้มแข็ง เพื่อคนไทยห่างไกล NCDs” จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นายจเด็ศ จันทรา สส.พิษณุโลก เขต 1 นายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก เขต 2 นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ สส.พิษณุโลก เขต 4 พรรคเพื่อไทย และ อสม. กว่า 1,000 คน ร่วมต้อนรับด้วย
โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญกับความท้าทาย ที่ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงสร้างประชากรที่มีเด็กเกิดน้อย สังคมสูงวัย และการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น เบาหวาน มะเร็ง หลอดเลือดหัวใจและสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของคนไทย
กระทรวงสาธารณสุข จึงต้องการที่จะยกระดับ การดูแลสุขภาพประชาชน ให้ครอบคลุมทุกช่วงวัยและทุกมิติ ทั้งด้านการส่งเสริม คัดกรอง ป้องกัน และดูแลรักษา ในปัญหาสุขภาพที่สำคัญ รวมถึงเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ลดระยะเวลารอคอยการรับบริการ และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาบริการสาธารณสุข ตนมองว่า ควรแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะใกล้ ต้องผลักดันเทเลเมดิซีน หรือ การแพทย์ทางไกล จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุข ได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ส่วนระยะกลาง คือ การป้องกันโรค NCDs โดยถ้ารณรงค์ป้องกันโรคได้ ก็จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วย ลดความแออัดในโรงพยายาล และระยะไกล คือ การเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งถ้าทำทั้งหมด ก็จะช่วยแก้ปัญหาและยกระดับบริการสาธารณสุขได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า วันนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกเยี่ยมเยียนประชาชน ภายใต้หลักการ อสม. มั่นคง สาธารณสุขเข้มแข็ง เพื่อคนไทยห่างไกล NCDs โดยวันนี้ มีทั้งหมด 11 คลินิก มาให้บริการประชาชน ตั้งแต่โรคอ้วน ตา มะเร็ง รักษาไต ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเปิดให้ประชาชน สามารถเข้ารับบริการได้ รวมถึงวันนี้ ก็มีการแนะนำการป้องกันโรค เพราะตนเห็นว่า โรค NCDs สามารถป้องกันได้ จึงขอให้ อสม.เป็นกระบอกเสียงในการแนะนำการนับคาร์บ ป้องกันโรค NCDs โดยขณะนี้ อสม.แนะนำประชาชนนับคาร์บได้แล้วกว่า 29 ล้านคน และจะดำเนินการให้ถึงเป้าต่อไป
เมื่อถามถึงสถานการณ์โควิดกลับมาระบาด นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด เมื่อเราเปรียบเทียบดู 3 ปี โดยปี 2567 มีผู้ติดโควิด 4 แสนกว่าคน ส่วนปีนี้ 2568 ในระยะเวลาเท่ากัน 21 สัปดาห์ มีผู้ติดโควิด 120,000 คน ขณะที่ปี 2564 ก็มีผู้ติดโควิด 120,000 คน แต่เมื่อเราดูสิ่งที่น่ากลัวคือ การเสียชีวิต โดยปีนี้ เสียชีวิตน้อยที่สุด ถึงแม้จะมีผู้ติดเชื้อเท่ากับปี 2564 เพราะปีนี้ มีผู้เสียชีวิต 27 คน ส่วนปี 2567 มีผู้เสียชีวิต 121 คน ขณะที่ปี 2564 เสียชีวิต 675 คน แสดงให้เห็นว่า โควิด ติดเหมือนปี 2564 แต่อัตราการเสียชีวิต แตกต่างกันมาก เพราะเชื้อไม่ได้รุนแรงเกินความสามารถแพทย์ที่ดูแลได้