แพทย์หญิงสุพัตรา บอกว่า งานฟื้นฟูต้องเพิ่มความสำคัญมากขึ้น และจัดการให้เป็นระบบที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น และต้องขยายนิยาม จากงานที่ดูแลผู้พิการด้านร่างกาย ที่ต้องอาศัยเครื่องมือ อุปกรณ์อย่างเดียวเป็นการฟื้นฟูทั้งทางกายและทางใจ และเชื่อมกับการพัฒนาด้านคุณภาพชีวิต เช่น อาชีพ การศึกษา เป็นระบบที่เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวม ไม่ได้ต่างคนต่างทำ เป็นตอนๆ
“ ความเข้าใจเรื่องงานฟื้นฟูที่เป็นเรื่องของทางกายและอุปกรณ์ และรูปธรรมกระบวนการฟื้นฟูไม่ชัดเจน ถูกให้ความสำคัญน้อย ทำให้โรงพยาบาลจำนวนมากไม่มีฝ่ายฟื้นฟูโดยตรง แม้จะมีแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูแต่ก็มีจำนวนน้อย มีแต่งานกายภาพบำบัด ขณะที่งานบริการสุขภาพส่วนใหญ่ ยังให้ความสำคัญเรื่อง การรักษา ส่งเสริม ป้องกัน ส่วนงาน ฟื้นฟู จะอยู่ปลายทาง ทำให้ในทางปฏิบัติ แพทย์ไปทุ่มให้กับ การรักษา ส่งเสริม ป้องกัน จนทำให้งานฟื้นฟูได้รับความสำคัญน้อย”
ความหมายและนิยมของคำว่าฟื้นฟูในหน่วยบริการสุขภาพของไทยจึงเน้นไปที่การฟื้นฟูทางร่างกาย ทำให้บทเรียนงานฟื้นฟูในช่วง 5-6 ปี หลังจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) ตั้งกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพ และทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจังหวัด จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้พิการเข้าถึงกายอุปกรณ์ และช่วยเหลือด้านต่างๆ
“เดิมการตั้งกองทุนฟื้นฟูขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้พิการที่ลงทะเบียนคนพิการให้เข้า เครื่องมืออุปกรณ์ได้ แต่พอมาทำงานจริงๆแล้วพบว่ามีผู้ป่วยอีกจำนวนมากที่สามารถฟื้นฟูเพื่อลดความพิการ หรือทำให้ไม่พิการได้ ถ้าได้รับการฟื้นฟูดูแลตั้งแต่ระยะแรกๆ หรือทันท่วงทีจะสามารถทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ”
แพทย์หญิงสุพัตรา บอกว่า งานฟื้นฟูจึงไม่ใช่แค่เรื่องหน้างานของสถานบริการต้องรักษาทันที แต่หมายรวมถึงฟื้นฟูที่ต่อเนื่องหลังจากออกจากโรงพยาบาลไปรักษตัวที่บ้านได้ ทำให้งานฟื้นฟูต้องทำงานเป็นระบบแบบครบวงจร ดังนั้น หัวใจของการฟื้นฟูจึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน โรงพยาบาล ครอบครัว ชุมชน สังคม
งานฟื้นฟูไม่ใช่แค่เรื่องอุปกรณ์ของคนพิการ แต่หมายรวมถึงการฟื้นฟูทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่ทุกส่วนของสังคมต้องมาร่วมกันดูแล เพื่อฟื้นฟูให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
กลไกสำคัญที่จะมาสนับสนุนการจัดการเรื่องการฟื้นฟู เป็นอย่างไร แพทย์หญิงสุพัตรา บอกว่า บทเรียนจากการทำงานฟื้นฟู โดย สปสช. ได้ออกแบบ การทำงานของกองทุนฟื้นฟูให้ท้องถิ่น คือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)เข้ามาเป็นกลไกสำคัญ ร่วมสนับสนุนงบประมาณ และบริหารจัดการ ประสานงาน แต่การทำงานที่ผ่านมายังมีความเข้าใจความหมายของงานฟื้นฟูเป็นเรื่องของ เครื่องมืออุปกรณ์ การสร้างหรือปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย เป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งภาระงานบริการของหน่วยงานบริการสุขภาพ ค่อนข้างมาก ทำให้งานกองทุนฟื้นฟู ยังไปสนับสนุนการจัดบริการฟื้นฟูได้ไม่มาก การจัดการที่จะดึงศักยภาพของชุมชน ท้องถิ่น และครอบครัว ให้มามีส่วนร่วมของงานฟื้นฟูยังไม่มากนัก
“สุดท้ายแล้วการฟื้นฟูมันไม่ใช่เฉพาะเครื่องมือ อุปกรณ์ แต่มีเรื่องการดูแลทั้งกายและใจ คุณภาพชีวิต หรือทั้งสังคมเพราะฉะนั้นการจัดการเรื่องนี้่จำเป็น ต้องมองเห็นภาพรวมมากขึ้น”
สิ่งที่แพทย์หญิงสุพัตรา อยากเห็น คือ การวางงานฟื้นฟูให้เป็นระบบฟื้นฟู ที่ทุกฝ่ายเข้ามาร่วม โดยนำเอาจุดแข็งของกองทุนฟื้นฟู ที่มีระบบการทำงานในรูปแบบคณะกรรมการจังหวัด ซึ่งมีภาคส่วนทั้งหน่วยบริการของรัฐและมีหน่วยบริการของท้องถิ่นหรืออบจ. เทศบาลและชุมชนเข้าร่วมสร้างการมีส่วนร่วม ความเข้าใจร่วมกันได้
“คณะกรรมการของกองทุนฯระดับจังหวัด มีทุกภาคส่วนมาร่วม ทั้งหน่วยบริการของรัฐและมีหน่วยบริการของท้องถิ่นหรืออบจ. เทศบาลและชุมชน รวมไปถึงนักกายภาพ หมอเวชศาสตร์ครอบครัว สามารถสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความเข้าใจทำงานร่วมกันได้”
ขณะที่ บทบาทของ สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และทีมวิชาการจะเข้าไปหนุนเสริมงานในเชิงวิชาการ การจัดการความรู้ เพื่อสร้างระบบฟื้นฟูสุขภาพที่เชื่อมโยงงานด้านอื่นๆ ให้รอบด้านมากขึ้น เพื่อขยับงานฟื้นฟูนอกจากเรื่อง กายอุปกรณ์ เป็นเรื่องของกระบวนการบริการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เชื่อมต่อกับงาน Intermediate care และ ระบบการดูแลระยะยาว หรือ Long–term care รวมถึงการป้องกันความพิการด้วย
“เป้าหมายของการทำงานโครงการฟื้นฟูฯ หลังจากนี้อยากให้มีแผนการทำงานฟื้นฟูร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยมีท้องถิ่นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยสุขภาพที่อยู่ใกล้บ้าน ที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เรียกว่าหน่วยบริการปฐมภูมิซึ่งอยู่ในชุมชน มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว มี แพทย์แผนไทย เข้ามาร่วมกันทำงาน”
แพทย์หญิงสุพัตรา อยากเห็นภาพอนาคต ของกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพที่มีนิยามครอบคลุมเรื่องของกาย-ใจ คุณภาพชีวิต ส่วนการจัดระบบบริการฟื้นฟู อยากให้มีกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างท้องถิ่น หน่วยบริการใกล้บ้าน นักกายภาพ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์แผนไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบฟื้นฟูให้เกิดขึ้นทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
“ยุทธศาสตร์หนึ่งของการทำงาน คือการขยับและจัดบริการส่วนต่างๆ ให้เชื่อมต่อกันได้ จัดให้มีพื้นที่ที่ทำให้คนที่มีศักยภาพได้เข้ามาพูดคุย ทำงานร่วมกัน รู้บทบาทของกันและกัน และแบ่งบทบาทกัน มาเสริมตามจุดแข็ง และ อีกยุทธศาสตร์ก็คือการจัดการเชิงการวางแผนและระบบข้อมูลที่เข้าถึงผู้ป่วย รวดเร็วทันท่วงที และตรงเป้า”
ส่วนอีกยุทธศาสตร์คือ การจัดการเรื่องของงบประมาณ โดยการแก้ระเบียบให้คล่องตัวมากขึ้น เชื่อมช่องว่างของงบประมาณกับกองทุนฯ ต่างๆ เชื่อมต่อกับระบบสนับสนุนของหน่วยอื่นๆ (เช่น พม. อบต. เทศบาล) เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้ประโยชน์มากที่สุด
สุดท้าย แพทย์หญิงสุพัตรา บอกว่า อยากเห็น ในระยะแรก น่าจะเริ่มต้นได้จาก การพัฒนาบุคลากรคือการเพิ่มศักยภาพของบุคลากร จัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับปฏิบัติงานทุกส่วนเพื่อให้เข้าใจงานฟื้นฟูมากขึ้น ส่วนในระดับที่สอง ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากคือ ระดับบริหารที่กำหนดนโยบาย โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารอบจ. เทศบาล ให้เข้าใจงานฟื้นฟูที่มีเป้าหมายการสร้างระบบฟื้นฟู กาย ใจ คุณภาพชีวิต ร่วมกัน ทั้งระบบ