หลังจากนี้ ดีเอสไอจะส่งสำนวนในคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐให้กับ ป.ป.ช. พิจารณาภายใน 30 วัน ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการค้ามนุษย์ การสมคบ หรือการสนับสนุน ดีเอสไอได้แยกดำเนินคดีเป็นอีกหนึ่งคดี ซึ่งยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน
อย่างไรก็ตาม ในกรณีของมูลฐานความผิดค้ามนุษย์นั้น พนักงานสอบสวนสามารถดำเนินการต่อได้ โดยไม่ต้องรอ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดต่อสำนวนคดีแรก ในส่วนของความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าว
"เรายังไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการจะเรียกผู้ที่ถูกกล่าวหามาให้ข้อมูลในส่วนของการค้ามนุษย์ ส่วนจะเรียกผู้ถูกกล่าวหาให้เข้ามาให้ข้อมูล หรือรับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานสอบสวน หากเมื่อดีเอสไอมีพยานหลักฐานที่เพียงพอแล้ว ก็สามารถส่งสำนวนไปยัง ป.ป.ช.ให้ดำเนินการต่อได้เลย อาจจะไม่ต้องเรียกบุคคลเข้ามาพบ เพราะเมื่อการกระทำความผิดนั้น ไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ" พ.ต.ต.สิริวิชญ์ กล่าว
ส่วนการที่มีตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงมีการแจ้งข้อกล่าวหาในช่วงนี้นั้น พ.ต.ต.สิริวิชญ์ ชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวได้ดำเนินการมาตลอด ตั้งแต่ได้รับเรื่องมาในช่วงเดือน ต.ค. 2565 และได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานผ่านทางกลไกความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศ ก่อนจะมีการประชุมคณะพนักงานสอบสวน จึงมีมติแจ้งข้อกล่าวหาไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งการที่มีเจ้าหน้าที่รัฐ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องถือเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการค้ามนุษย์ ดังนั้น การที่ดีเอสไอทำคดีนี้อย่างตรงไปตรงมาและเด็ดขาด จะช่วยยกระดับการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ของประเทศไทยได้
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา ระบุว่า การกล่าวหาซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูง ได้โต้แย้งจะฟ้องกลับนั้น ก็ถือเป็นสิทธิ์ที่สามารถกระทำได้ แต่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในการแจ้งข้อกล่าวหา โดยมีพยานหลักฐานที่เพียงพอในการแจ้งข้อกล่าวหา และเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย