นอกจากนี้ในปัจจุบันครูต้องแบกรับงานธุรการที่นอกเหนือไปจากการสอนมาก ทำให้ไม่สามารถโฟกัสกับการสอนได้ ซึ่งจากการที่ทีดีอาร์ไอได้ลงพื้นที่สำรวจความเห็นครูใน 8 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ครูต้องทำงานนอกเหนือจากการสอนจำนวนมาก โดยภาระงานที่ครูรู้สึกว่าเป็นปัญหามากที่สุด คือการรายงานผลที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือ หน่วยงานต่างๆ มอบหมายให้โรงเรียนทำ ส่งผลให้ครูสอนนักเรียนได้ไม่เต็มที่
แนะถอดโมเดล "สิงคโปร์ -ฟินแลนด์" ต้นแบบระบบการศึกษาที่ดี
นายพงศ์ทัศ ระบุด้วยว่า เมื่อไปดูผลลัพธ์การศึกษาของประเทศที่ได้ผลประเมินของ PISA ในเกณฑ์ดี อย่างสิงคโปร์ และฟินแลนด์นั้น เห็นว่าประเทศไทยสามารถเรียนรู้ระบบการศึกษาที่ดีจากประเทศเหล่านี้ได้ เช่น สิงคโปร์มีความโดดเด่นในเรื่องของการพัฒนาครู โดยได้ให้ความสำคัญกับการผลิตครูอย่างมาก มีเกณฑ์การคัดเลือกค่อนข้างสูง ครูได้รับค่าตอบแทนที่สูงและได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง จึงทำให้ครูของสิงคโปร์มีคุณภาพ ส่วนฟินแลนด์ มีความน่าสนใจด้านหลักสูตร ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เน้นสร้างสมรรถนะ โดยพยายามให้นักเรียนได้เรียนจากสถานการณ์จริง และเกิดการเรียนรู้แบบข้ามศาสตร์ และให้ความสนใจโลกใหม่ เช่น นาโนเทคโนโลยี ทำให้นักเรียนได้เรียนในสิ่งที่ทันโลกทันเหตุการณ์
ยกเครื่องทั้งระบบ แนะ รัฐ-ศธ.ส่งสัญญาณปรับหลักสูตรทันที
นายพงศ์ทัศ เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาว่า ไทยควรยกเครื่องการศึกษาใหม่ ปรับใหญ่ทั้งระบบ ทั้งหลักสูตร การใช้ทรัพยากร และการผลิตครู โดยแบ่งได้เป็น 3 ระยะคือ
- ระยะแรก ซึ่งทำได้ทันที คือการลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอนของครูให้เหลือน้อยที่สุด
- ระยะที่สอง รัฐบาลควรปรับหลักสูตรการศึกษาให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี หรือภายในวาระของรัฐบาล โดยเมื่อปรับหลักสูตรแล้ว ก็จำเป็นต้องออกแบบให้องค์ประกอบอื่นของระบบการศึกษามีความสอดคล้องกันด้วย ทั้งการผลิตและพัฒนาครู ตลอดจนการสอบและประเมินผล
"ต้องคิดรวมไปถึงการจัดสรรทรัพยากรอย่างไรให้สามารถตอบโจทย์การสร้างสมรรถนะใหม่ๆ มีระบบประกันคุณภาพ โดยหลักสูตรใหม่ควรผ่านการทดลองใช้ในพื้นที่นำร่อง ก่อนที่จะนำมาใช้ทั้งประเทศ เพื่อจะดูว่าติดขัดอย่างไรในการนำไปใช้จริง เพื่อป้องกันผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากการทดลองใช้หลักสูตรใหม่"
- ระยะที่สาม ซึ่งต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหานานนั้น นายพงศ์ทัศ ระบุว่า อาจจะเริ่มต้นจากข้อเสนอของธนาคารโลก ในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก เช่น การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กและพัฒนาเครือข่ายโรงเรียนที่อยู่ใกล้กัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรและการเรียนการสอน ส่วนโรงเรียนที่ไม่สามารถที่จะควบรวมหรือพัฒนาเป็นเครือข่ายได้ เช่น โรงเรียนที่อยู่ห่างไกล จำเป็นต้องคงอยู่และมีการจัดสรรงบเพิ่มเพื่อให้มีทรัพยากรที่เพียงพอในการจัดการศึกษา
"ดร.สมเกียรติ" ห่วงปัญหารากฐาน ถ้าไม่เร่งแก้ไทยจะห่างจากโลกทุกขณะ
ด้าน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ระบุว่า แม้โควิด-19 จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยอ่อนแอลง แต่ในความเป็นจริง ระบบการศึกษาไทยอ่อนแอมานานแล้ว ผลประเมิน PISA ชี้ให้เห็นมาโดยตลอด 20 ปีว่าการศึกษาไทยมีปัญหาระดับรากฐาน ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขครั้งใหญ่ประเทศไทยจะไม่สามารถก้าวเดินเป็นประเทศพัฒนาได้ และคนไทยจะไม่มีทักษะพอที่จะใช้ชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีทั้งความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายในโลก ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาทดแทนมนุษย์อย่างปัญญาประดิษฐ์ หรือหุ่นยนต์ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะทำให้คนต้องปรับตัวมากมาย ดังนั้น หากไม่มีการแก้ไขจะทำให้ไทยยิ่งตกขบวนในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกมากขึ้นไปเรื่อยๆ