นางสาวรสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า สภาผู้บริโภคได้เสนอความเห็นต่อ กกพ. ไปแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าเอฟที ในรอบนี้เพราะอากาศร้อนขึ้นและจะมีการใช้ไฟฟ้าในบ้านมากขึ้น ประกอบกับข้อมูลที่ระบุถึงความเป็นไปได้ของสภาวะอากาศร้อนในปี 2567 ที่กำลังจะมาถึงนั้นจะมีความร้อนสูงมากกว่าปีที่ผ่านมาอันเนื่องจากปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อน และที่ตามมาคืออาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคต้องจ่ายจะสูงมากกว่าหน้าร้อนของปี 2566 อีกด้วย
ดังนั้น กระทรวงพลังงานและ กกพ. จึงควรเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อราคาค่าไฟฟ้าและควรเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านของตัวเองได้มากกว่าที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ด้วยการเร่งประกาศนโยบายเน็ตมิเตอร์ริง (Net Metering) ด้วยการปลดล็อกให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์เพื่อนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ ลดค่าไฟฟ้าและให้มีการติดเน็ตมิเตอร์ริงที่สามารถนับหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตเกินจากหลังคาโซลาร์เซลล์เข้าสู่การไฟฟ้าในเวลากลางวัน และนับหน่วยไฟฟ้าที่นำเข้ามาใช้จากการไฟฟ้าในเวลากลางคืนเมื่อโซลาร์เซลล์ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้
ซึ่งเน็ตมิเตอร์ริงนี้สามารถนำหน่วยที่ส่งออกและนำเข้ามาหักกลบลบจนเหลือยอดสุทธิใ่นปลายเดือนได้ เพื่อให้ประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ประโยชน์สูงสุดจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ทำให้ประชาชนสามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้ทันทีหรืออาจสร้างรายได้เมื่อมีหน่วยไฟฟ้าส่วนเกินขายให้กับการไฟฟ้า
ทั้งนี้รวมถึงควรขยายระยะเวลาการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ของประชาชนเพิ่มจาก 10 ปี เป็น 20 หรือ 25 ปี ตามอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านได้ด้วยระบบเงินผ่อน นอกจากนี้ขอให้กระทรวงมหาดไทยแก้ไขกฎกระทรวงฉบับที่ 65 (พ.ศ. 2558) ตาม พ.ร.บ.การควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้สามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ขนาดไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการใช้แผงโซลาร์เซลล์เพียง 9 - 10 แผง โดยอนุโลมให้ไม่ต้องใช้วิศวกรตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรง เนื่องจากไม่ได้ส่งผลต่อโครงสร้างของหลังคาบ้าน และเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับประชาชน
“การให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากหลังคาบ้านของตัวเองได้จะทำให้มีการนำศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่ในประเทศมาใช้มากขึ้น ลดการพึ่งพาการนำเข้าไฟฟ้าและก๊าซแอลเอ็นจี (LNG) จากนอกประเทศ และยังเป็นการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประชาชนจากโซลาร์เซลล์ราว 3,000 เมกะวัตต์ โดยจะก่อให้เกิดการจ้างงานด้านการผลิตและติดตั้งโซลาร์เซลล์ในช่วงระยะเวลา 3 ปีมากกว่า 50,000 ตำแหน่ง และคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้แรงงานราว 3,200 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งความท้าทายในการเร่งลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล เช่น ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน และจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นอีกด้วย” นางสาวรสนา กล่าว