จันทรุปราคามีกี่แบบ?
เนื่องจากดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านเข้าไปในเงามืดของโลกเรื่อย ๆ ตำแหน่งของดวงจันทร์ที่ถูกเงามืดของโลกบดบังสามารถจำแนกได้หลัก ๆ ดังนี้
1. จันทรุปราคาแบบเต็มดวง (Total Eclipse) คือ ดวงจันทร์โคจรไปอยู่ในเงามืดของโลกแบบพอดิบพอดี
2. จันทรุปราคาบางส่วน (Partial Eclipse) คือ ดวงจันทร์โคจรผ่านเข้าไปในเงามืดของโลก
3. จันทรุปราคาเงามัว (Penumbra Eclipse) คือ ดวงจันทร์โคจรผ่านเข้าไปในเงามืด นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงเห็นดวงจันทร์ที่มีสำคล้ำ ๆ ดำ ๆ นั่นก็เพราะดวงจันทร์เคลื่อนที่ไปอยู่ในตำแหน่งที่มีแสงน้อยนั่นเอง
ในปีนี้ ได้เกิดจันทรุปราคาไปแล้ว 1 ครั้งคือ จันทรุปราคาเงามัว (6 พ.ค.2566) จันทรุปราคาบางส่วน (29 ต.ค.2566) จึงถือเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ โดยปกติ ใน 1 รอบปีจันทรุปราคาสามารถเกิดขึ้นตั้งแต่ 2 – 5 ครั้ง แต่ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก
ล่าสุดที่จันทรุปราคาเกิดขึ้นหลายครั้งใน 1 รอบปีก็คือ ปี 2563 ที่เกิดจันทรุปราคาถึง 4 ครั้ง เป็นจันทรุปราคาเงามืดทั้งหมด
จันทรุปราคา 2563
1. 10 ม.ค. 2563 (จันทรุปราคาเงามืด)
2. 5 มิ.ย. 2563 (จันทรุปราคาเงามืด)
3. 5 ก.ค. 2563 (จันทรุปราคาเงามืด)
4. 30 พ.ย. 2563 (จันทรุปราคาเงามืด)
รู้หรือไม่! ยิ่งมีฝุ่นในชั้นบรรยากาศมากเท่าไร แสงจากจันทรุปราคาก็จะแสวงน้อยลงเท่านั้น
เราทราบกันถ้วนทั่วแล้วว่าฝุ่นสามารถส่งผลกระทบในแง่ลบของสุขภาพของมนุษย์ได้ ยิ่งตอนนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วย สุขภาพจึงเป็นเรื่องที่ต้องพึงระวัง
แต่นอกเหนือจากผลกระทบที่มนุษย์ได้รับแล้ว ฝุ่นบางส่วนก็ถูกพัดลอยไปตามลมขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ลอยเกาะกันเป็นแผงอยู่บนนั้นและทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ส่องลงมายังพื้นโลกได้ไม่เต็มที่
นั่นรวมถึงการรับชม จันทรุปราคาบางส่วน นี้ด้วย ฝุ่นที่เกิดขึ้นจะทำให้แสงวาบบนดวงจันทร์สว่างไสวน้อยลง เนื่องจากสายตามนุษย์ถูกฟิลเตอร์ด้วยฝุ่นเอาไว้อยู่หนึ่งชั้น แถมฝุ่นยังไปบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่ไม่สามารถเดินทางผ่านโลกไปยังดวงจันทร์ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมปริมาณของฝุ่นบนชั้นบรรยากาศถึงมีผลต่อแสงวาบบนดวงจันทร์