"ข้อแตกต่างของระบบเซนเซอร์วัดระดับน้ำในแปลงนาที่เราพัฒนาขึ้น คือใช้การตรวจวัดแรงดันน้ำ ข้อมูลที่ได้จะถูกแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัล เพื่อดูระดับน้ำว่าอยู่สูงหรือต่ำกว่าระดับอ้างอิง ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับผิวดินในแปลงนา โดยใช้ความรู้การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง นั่นคือหากระดับน้ำต่ำกว่าผิวดิน -15 เซนติเมตร เราจะปล่อยน้ำเข้านาจนถึงระดับ +5 หรือ +10 เซนติเมตรเหนือผิวดิน ขณะที่ระบบเซนเซอร์ของหน่วยงานอื่นอาจใช้กระแสไฟฟ้าสปาร์คกันในการระบุความสูงของระดับน้ำ หรือใช้หลักการสะท้อนของคลื่นแสง" นายนพดลกล่าวเสริม
ทั้งนี้ระบบเซนเซอร์วัดระดับน้ำในแปลงนาดังกล่าว ช่วยทำให้เกิดประโยชน์ในหลายด้าน ทั้งการใช้ทรัพยากรน้ำในการผลิตข้าวให้น้อยที่สุด และด้านสิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกซึ่งเกิดจากการทำนาน้ำขังลงได้อีกด้วย โดยลดปริมาณน้ำที่ใช้ในการผลิตข้าวลงได้มากกว่าร้อยละ 30 เมื่อเปรียบเทียบกับการขังน้ำตลอดเวลาเพาะปลูก
จากปกตินาข้าวใช้น้ำประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร/ไร่/ฤดู เหลือเพียง 800 ลูกบาศก์เมตร และเพิ่มผลผลิตข้าวจากเดิมได้มากถึงร้อยละ 10-15 นอกจากนี้ยังสามารถลดการเกิดก๊าซมีเทนอันเป็นก๊าซสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนได้มากถึงร้อยละ 20-80