ในปี 2561 เคยตกเป็นข่าวใหญ่ในประเทศไทย เมื่อครั้งนั้น อียู ส่งคำขอมาว่า จะส่งคณะสังเกตการณ์การเลือกตั้ง (Election Observation Mission หรือ EOM) จำนวนกว่า 200 คนเข้ามาในประเทศไทย แตกต่างไปจากครั้งก่อนๆ ที่อียูส่งคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้ง (Election Expert Mission หรือ EEM) เข้ามาสังเกตการณ์เพียง 4-5 คนเท่านั้น
โดยบริบทของสถานการณ์ในช่วงเวลานั้นคือ ไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2562 ซึ่งจะเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลทหารที่ยังคงมีอำนาจเต็ม ดำเนินการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งมาจากระบอบรัฐประหาร ท่ามกลางข้อกังขาว่าหัวหน้าคณะรัฐประหารจะสืบทอดอำนาจ เงื่อนไขเหล่านี้ ทำให้นานาประเทศจับจ้องการเลือกตั้งของไทยครั้งนั้นว่า จะเป็นไปโดยเสรีและเป็นธรรมหรือไม่ จึงต้องการเข้ามาสังเกตการณ์กันเป็นพิเศษ
กรณีดังกล่าว ทำให้นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีต่างประเทศในช่วงเวลานั้น (และก็ยังคงเป็นในช่วงเวลานี้) ต้องออกมาแสดงท่าทีชัดเจนว่า
“การเลือกตั้งเป็นกิจการภายใน” แต่ละประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องให้ต่างชาติเข้ามาจับตามอง และว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 62 ถือเป็นการนับหนึ่งใหม่ การดูแลปกครองตัวเองที่ยังต้องให้ต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์จึงไม่เป็นมงคลของการเริ่มต้นใหม่
ในครั้งนั้น รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวว่า การที่ต่างชาติจะเข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ก็ต่อเมื่อเห็นว่าประเทศนั้นมีปัญหา ดังนั้น มันอยู่ที่ว่าเราอยากเห็นประเทศเราเป็นประเทศที่มีปัญหาในสายตานานาชาติหรือไม่
“ไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องการจัดการเลือกตั้ง เราทำกันเองได้ และสำเร็จมาหลายครั้งแล้ว มันน่าอดสูที่เราจะต้องไปอาศัยคนอื่นตลอดเวลา”
ในปีนั้น นายดอนย้ำจุดยืนปฏิเสธ โดยบอกว่า ตัวเลขผู้สังเกตการณ์มากถึง 200 คนเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ
ท้ายที่สุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อนุญาตให้เข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งได้ในฐานะผู้แทนประเทศในอียู ไม่ใช่ฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้ง หรือ EEM
ทั้งนี้ ข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้ว่า นับตั้งแต่ที่ กกต.อนุญาตให้ต่างชาติขอเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งในไทยได้ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมานั้น ทางอียูได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาสังเกตการณ์การเลือกตั้งในไทยแล้ว 2 ครั้ง เมื่อปี 2554 และ 2557
การวิจารณ์ต้องอยู่บนความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
ต่อคำถามที่ว่า การเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งของอียูในประเทศต่างๆ ได้ส่งผลต่อสถานการณ์การเลือกตั้งของประเทศนั้นๆ อย่างไรหรือไม่ ได้มีการหยิบยกการเข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งของอียูในประเทศเคนยา ปี 2017 (พ.ศ.2560) เป็นกรณีศึกษา
โดยปีนั้น อียู ส่งคณะสังเกตการณ์การเลือกตั้งเข้าไปในเคนยา มีผู้สังเกตการณ์ระยะยาวจำนวน 30 คน ไปเคนยาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2560 และในวันเลือกตั้ง (8 สิงหาคม 2560) มีผู้สังเกตการณ์ระยะสั้นตามไปสมทบอีก 32 คน
ปรากฏว่า ภายหลังการเลือกตั้ง มีการออกรายงาน final report วิจารณ์การจัดการเลือกตั้งดังกล่าวในเชิงลบ คณะผู้สังเกตการณ์เสนอข้อสมควรปรับปรุงแก้ไขหลายประเด็น ทั้งในเรื่องความเป็นอิสระของกลไกต่างๆ การแก้กฎหมายให้เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง การทำงานของกกต. เคนยา การทบทวนระบบเลือกตั้ง ฯลฯ
รายงานของคณะผู้สังเกตการณ์สรุปภาพการเลือกตั้งของเคนยาว่า ชาวเคนยาเริ่มต้นด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยม แต่ลงเอยด้วยความผิดหวังและการเผชิญหน้า ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงก็คือนั่นเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของเคนยาภายหลังความขัดแย้งทางการเมืองที่ฝังลึก มีประชาชนถูกสังหารถึง 3,000 คนก่อนหน้านั้นราว 6 ปี ซึ่งควรต้องถือว่าเคนยาเก่งมากแล้วที่สามารถจัดเลือกตั้งขึ้นได้ท่ามกลางความขัดแย้งดังกล่าว
สายตาและมุมมองของคณะบุคคลภายนอกเป็นเรื่องที่ควรรับฟังไว้ แต่ก็ต้องตั้งอยู่บนการเข้าใจบริบทของประเทศนั้นๆอย่างลึกซึ้งด้วยเช่นกัน จึงจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
ข้อมูลอ้างอิง :
EU Election Expert Mission (EEM): Overall objective
EU EOM and EEM missions 1993 – 2022
EU Election Observation Missions
เครดิตภาพจาก EU Election Observation Mission
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ