"นายธีรภัทร์ คหะวงศ์" ผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวว่า เมื่อ 15 ปีที่แล้ว แม้จะมีกลุ่มทุนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขนาดใหญ่เคลื่อนไหวคัดค้านการออกพ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ภาคประชาชน รวมถึงประชาชนกว่า 13 ล้านคน ที่ร่วมกันผลักดันจนกฎหมายออกมาบังคับใช้เมื่อปี 2551 เจตนารมณ์สำคัญคือการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ คุ้มครองสุขภาพประชาชน และลดผลกระทบทางสังคม
สาระหลักนอกจากตั้งกรรมการชุดต่างแล้ว คือการกำหนดสถานที่ห้ามขาย ห้ามดื่ม การห้ามขายให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปีและคนเมาครองสติไม่ได้ การจำกัดวิธีการขายและห้ามส่งเสริมการขาย การควบคุมการโฆษณา รวมถึงการบำบัดฟื้นฟูผู้ที่ติดสุรา เป็นต้น จนสามารถลดจำนวนนักดื่ม ทำให้การกินดื่มอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม จำกัดการเข้าถึงและเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยต่อสังคมโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าขณะนี้ในภาพรวมยังมีปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องหาทางป้องกันแก้ไขต่อไป อาทิ ปัญหาการใช้ตราสัญลักษณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปโฆษณาสินค้าประเภทอื่น (ตราเสมือน) การขาดแนวปฏิบัติหรือเกณฑ์พิจารณาลักษณะผู้ซื้อที่เข้าข่ายเมาครองสติไม่ได้ ปัญหาการขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่ยังพบได้ทั่วไปในร้านค้ารายย่อยและผับบาร์ และการเข้าถึงการบำบัดฟื้นฟูของผู้ติดสุราที่ยังมีข้อจำกัดอยู่พอสมควร
ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ทันสมัย ทันกับสภาพสังคมเปลี่ยนแปลง แต่ยังจำเป็นต้องรักษาเจตนารมณ์ไว้อย่างเคร่งครัดและไม่ทำให้กฎหมายอ่อนแอลง ซึ่งจากการพูดคุยกับกลุ่มผลักดันพ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ก็พบจุดร่วมในหลายประเด็น เช่น การลดทุนผูกขาด การจัดการเรื่องตราเสมือนซึ่งเป็นความฉ้อฉลที่ทุนสุรารายใหญ่ได้เปรียบ การอบรมผู้ขายให้มีทักษะมากขึ้น เป็นต้น
"นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร" สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ยอมรับว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัญหา ส่งผลกระทบต่อสังคม จึงต้องมีกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เถียงไม่ได้ แต่ก็มองว่ามีบางมาตรา ที่ควรแก้ไข เพราะมีปัญหาในการบังคับใช้
เช่น แก้ไขมาตรา 32 ให้มีการโฆษณาได้ แต่กำหนดให้ชัดเจนว่า ห้ามโฆษณากับเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี กำหนดเม็ดเงินโฆษณาให้ชัดเจน เช่น ไม่เกิน 1.5 % ของเม็ดเงินในธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยได้มีโอกาสสู้กันซึ่งๆ หน้า เท่าเทียม ไม่ใช่ไปใช้ช่องโหว่ของกฎหมายมาทำการโฆษณา อย่างการใช้ตราเสมือน
นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญคือควรมีการอบรมผู้ขอใบอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เข้มข้น ซึ่งก่อนหน้านี้ ตนเคยไปออกบูธที่ประเทศสิงค์โปร์ ก็ไม่สามารถเสิร์ฟเบียร์ได้ เพราะไม่มีใบอนุญาต อย่างไรก็ตาม ตนไม่เห็นด้วยกับการกำหนดวันห้ามดื่มที่อิงกับศาสนา ทั้งหมนี้ ตนเชื่อว่ามีจุดร่วมที่เราสามารถเดินไปด้วยกันได้