อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการรับบริการของประชาชน ในการประชุมบอร์ด สปสช. ล่าสุด จึงให้แยกการจ่ายเงินชดเชยบริการประเภทผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในให้แก่หน่วยบริการก่อน ส่วนงบประมาณสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ยังคงชะลอการจ่ายเงินออกไป เฉพาะในส่วนของประชากรที่ไม่ใช่สิทธิบัตรทอง วงเงิน 5,146.05 ล้านบาท โดยให้รอความชัดเจนทางกฎหมายตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ขอความเห็นไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) และคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนหน้านี้
นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมบอร์ด สปสช. ได้มีการพิจารณาหารือในประเด็นปัญหาทางข้อกฎหมายที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อหน่วยบริกรรและประชาชน โดยสรุปที่ประชุมมีมติ 4 ข้อ ดังนี้
- 1. คณะกรรมการ สปสช. ทุกคน มุ่งหวังให้ประชาชนทุกคนทุกสิทธิ สามารถได้รับบริการสุขภาพที่จำเป็น โดยไม่มีอุปสรรคทางการเงิน และทุกฝ่ายจะดำเนินการร่วมกันให้บรรลุเป้าหมายนั้น โดยไม่ขัดกับกฎหมาย
- 2. บอร์ด สปสช. เห็นด้วยที่มีการทำความชัดเจนในประเด็นข้อกฎหมายที่กองทุนหลักประกันสุขภาพฯ ครอบคลุมประชากรในส่วนใดบ้าง ตามมาตรา 5, 9, 10 และ 66 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 โดยปรึกษาคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตามที่ สธ. ได้ดำเนินการ
- 3. เห็นชอบประกาศหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2566 โดยชะลอการจัดสรรงบประมาณสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP) งบป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (PP-HIV) งบประมาณระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Long Term Care: LTC) และกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (อปท.) เฉพาะส่วนของผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิบัตรทอง (Non-UC) วงเงิน 5,146.05 ล้านบาท
- ทั้งนี้ สธ.จะจัดบริการให้ครอบคลุมทุกคนในส่วนที่ สธ.รับผิดชอบ และ สปสช.จะดำเนินการให้หน่วยบริการอื่นๆ นอก สธ. ดำเนินการเช่นเดียวกันโดยไม่ให้มีช่องว่าง
- 4. รับรองมติที่ประชุมเพื่อดำเนินการได้ทันที