อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าโครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 จะขับเคลื่อนและเดินหน้าต่อ และครั้งแรกที่ทำได้งบประมาณมา 70 กว่าล้าน และเมื่อมีการขับเคลื่อนจริงจัง ก็ได้งบประมาณมาทำต่อ โดยในพื้นที่ กทม.มีโครงการนำร่องที่ สน.ลุมพินี และสน.ห้วยขวาง ซึ่งทำให้ที่ผ่านมาเหตุอาชญากรรมลดลง จากตัวชี้วัดตำรวจโลก ตั้งแต่เริ่มทำในพื้นที่มีนครบาลมีเหตุอาชญากรรมลดลงเกิน 80%
ส่วนความหวาดกลัวภัยใน กทม. ถือเป็นสำคัญเพราะเป็นเรื่องของความรู้สึกคน และที่ผ่านมาตั้งแต่มีโครงการ ความกลัวของประชาชนก็ลดลง และสิ่งเหล่านี้ตนเองรักษาไว้ ไม่ใช่ทำแค่ชั่วคราว และขณะนี้อยู่ระหว่างรองบประมาณ ซึ่งรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ 375 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าโครงการนี้ โดยมีตนเองเป็นผู้ขับเคลื่อน และคาดว่ากลางปีหน้าจะครอบคลุมทั้งกรุงเทพมหานครได้
สำหรับโครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน เป็นโครงการที่ตอบโจทย์ประชาชน และต้องการให้มีครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เพื่อรองรับสมาร์ทซิตี้ของทุกจังหวัด และวันนี้มีโรงพัก 1,484 สถานีตำรวจ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องดำเนินการให้ครบทั้งหมด แต่จะเน้นพื้นที่เมืองหลวงให้ครบทุกพื้นที่ก่อน คาดว่ากลางปี 2566 จะครบทุกพื้นที่ 88 สถานีตำรวจในกรุงเทพมหานคร และจากพื้นที่นำร่องไปแล้ว ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนในการทำงานของตำรวจเพิ่มสูงขึ้น และความอุ่นใจของเหตุอาชญากรรมหรือความหวาดกลัวภัยจากตัวชี้วัด ของการทำงานตำรวจโลกลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
"ผมย้ำว่าจะต้องทำทุกพื้นที่ให้ประชาชนเกิดความอุ่นใจและปลอดภัย และประชาชนจะเป็นตัวชี้วัดการทำงานของตำรวจด้วย หากประชาชนอุ่นใจก็หมายความว่าตำรวจได้ทำงานจริง ส่วนการทำให้ครอบคลุมทั้งประเทศ คงต้องใช้ระยะเวลาอีก 3 ปี เพราะสิ่งสำคัญ คือ เรื่องของงบประมาณ ยิ่งหากไปดำเนินการในจังหวัดเล็กๆ งบประมาณค่อนข้างมีน้อย เพราะสิ่งสำคัญที่วันนี้ประชาชนไว้ใจมากที่สุด คือ กล้องวงจรปิด เพราะไม่สามารถโกหกภาพได้ และเมื่อมีการเชื่อมต่อกล้องวงจรปิดของแต่ละพื้นที่ แต่ละชุมชนเข้ามายังตู้ยามของตำรวจในแต่ละพื้นที่ได้ทั้งประเทศ ตำรวจก็จะสามารถมอนิเตอร์เหตุการณ์ได้และสั่งการเข้าไปดำเนินการได้ทันรวมถึงแจ้งไปยังประชาชนให้เข้าไปช่วยตรวจสอบได้อีกด้วย ก็จะทำให้ประชาชนเกิดความอุ่นใจเพิ่มขึ้น เรียกว่าเป็นการแจ้งเหตุแบบพิเศษ ไม่ต้องเสียเวลาโทรศัพท์เพื่อแจ้งเหตุอย่างเดียว" พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว