จับสัญญาณบ่งชี้ความเสี่ยงภาวะ “ทนรอไม่ได้”
1. รีบร้อนกับทุกเรื่อง แม้กระทั่งบางเรื่องที่ไม่ควรรีบ เช่น การรับประทานอาหาร หรือ การอาบน้ำ
2. มักทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน มีแผนในหัวหลายเรื่องมาก เมื่อทำทุกอย่างที่คิดพร้อมกันผลงานก็ออกมาไม่ดีเท่าที่ตั้งใจไว้
3. หงุดหงิดกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามแผน เนื่องจากรีบทำทุกอย่าง และทำหลายเรื่องพร้อมกัน พอทำได้ไม่ดีหรือไม่สำเร็จ จึงทำให้เกิดอาการหงุดหงิด
4. พยายามเร่งตัวเองอยู่ตลอดเวลาในการทำสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา และกดดันตัวเองจนเกิดความเครียด
5. มักตัดบท หรือพูดแทรกคู่สนทนาโดยไม่รู้ตัว หรือบางทีคู่สนทนายังพูดไม่จบ ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างแย่ลง
6. บังคับตัวเองให้ทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด ทำเร็วขึ้นไปอีก และทำพร้อมกันหลายๆ อย่างมากขึ้นกว่าเดิม
ผลกระทบจากภาวะทนรอไม่ได้ แบ่งเป็น 2 ส่วน
ผลกระทบต่อสุขภาพ
- หัวใจเต้นเร็ว
- ปวดศีรษะ
- อ่อนเพลีย
- ความดันโลหิตสูง
- ภูมิต้านทานในร่างกายลดต่ำลง
- คลื่นไส้ อาเจียน
ผลกระทบในด้านจิตวิทยา
- ผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง
- มีความเสี่ยงก่อให้เกิดภาวะหมดไฟ (Burnout)
- มีปัญหาในด้านการตัดสินใจ จากความไม่ละเอียดรอบคอบ
วิธีแก้ไขและบรรเทาอาการ “ทนรอไม่ได้” เบื้องต้น
- สูดลมหายใจลึกๆ เรียกสติเมื่อรู้ตัวว่าเกิดอารมณ์ร้อน หงุดหงิด
- ปรับทัศนคติให้คิดบวก เช่น ลดความเร่งรีบในการใช้ชีวิต ขอความช่วยเหลือผู้อื่นบ้างหากจำเป็น
- หากิจกรรมผ่อนคลายตามที่ตัวเองชอบ เช่น นั่งสมาธิ ฟังเพลง ดูหนัง
- ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์
- รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-7 ชั่วโมง
- หาช่วง Break down ถ้าอาการของโรค หรือพฤติกรรมทำให้ปวดหัว เช่น การงีบหลับ
- วางแผนชีวิตเพื่อให้รู้ว่าเราต้องทำอะไรบ้าง รวมถึงสามารถจัดลำดับความสำคัญของรายการชีวิตได้เหมาะสมมากขึ้น
แม้ว่าปัจจุบันภาวะ “ทนรอไม่ได้” ไม่ใช่โรคทางจิตเวช แต่ถ้าประสบกับภาวะนี้ และยังไม่ทำการแก้ไข ก็จะส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นโรคทางประสาทได้ และถ้าแก้ไขด้วยตนเองแล้วแต่ยังรู้สึกว่าไม่สบายใจ หรือยังไม่สามารถปล่อยวางอารมณ์ฉุนเฉียวลงได้ ก็ควรเข้ารับการปรึกษาจากจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา