สภาวะแบบนี้น่าคิดว่าภาคอีสานที่มีส.ส.มากที่สุดคือ 132 คนนั้น พรรคของ"ลุงตู่"จะปักธงได้กี่พื้นที่ แม้จะมีกองหนุนคือคนเสื้อแดงบางปีก คนการเมืองหลากพรรคมาร่วมงานกับพรรคของ"ลุงตู่"ก็ตาม
แต่หากเทียบกับ "แพทองธาร ชินวัตร" หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยและสมาชิกพรรคเพื่อไทย, พรรคก้าวไกลที่นำโดย"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" , พรรคภูมิใจไทยของ"อนุทิน ชาญวีรกูล" ที่น่าจะเป็นคู่ต่อกรหลักกับพรรคของ"ลุงตู่"ในแดนที่ราบสูงนั้น "ลุงตู่"เหนื่อยหนักแน่ที่จะเอาชนะ
หรือแม้แต่หากจะเทียบกับ"พรรคพลังประชารัฐ"ของ"พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" , พรรคประชาธิปัตย์ของ"จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์" ก็ยังไม่รู้ว่าพรรคของ"ลุงตู่"จะแพ้หรือชนะสองพรรคนี้ในเวทีเดียวกันนี้....
แต่สิ่งหนึ่งที่น่ามองลึกๆ คือ การแถลงผลงาน โชว์วิสัยทัศน์ รวมถึงนโยบายพรรคที่จะขอคะแนนจากชาวอีสานและคนโคราช พบว่า ลุงตู่รวบผลงานตั้งแต่ยุคคสช. รัฐบาลปัจจุบันของแต่ละพรรคมาไว้ว่า "ลุงตู่" คือ หัวหน้ารัฐบาลทั้งสองชุดและเป็นคนไฟเขียวให้โครงการเหล่านั้นเอง และยังวาดฝันโปรเจกต์ต่างๆที่จะผลักดันแดนที่ราบสูงให้พัฒนาขึ้นในทุกๆด้านด้วยการลงแต้มให้รทสช.แบบนี้ไม่รู้ว่าพรรคอื่นๆที่ร่วมเรือเหล็กในคราวนี้จะทำอย่างไรและจะโต้กลับว่านโยบายนั้นๆเป็นของพรรคผม?
เพราะแม้แต่การบลัฟกลับพี่ใหญ่ค่าย3ป.ในเรื่องบัตรคนจน700บาทนั้น"ลุงตู่"เปรยว่าจะขึ้นเป็น1,000 บาท ให้เลยเพราะ"ลุงตู่"รู้ว่างบประมาณใดจะเสริมให้ได้
ความโดดเด่นของ"ลุงตู่"เรื่องซื่อสัตย์ ไม่ทุจริต อาจเป็นจุดขายหนึ่งแต่หากเจาะในด้านนโยบายพรรคที่จะขอคะแนนสังคมนั้น เมื่อ"ลุงตู่"รวบการบ้านทุกข้อของทุกพรรคแล้วแจ้งว่าเป็นคนอนุมัติด้วยตัวเองในฐานะ"นายกรัฐมนตรี" และจะต่อยอดขึ้นไป แปลว่า นโยบายที่เป็นตัวของตัวเองในนามรทสช.นั้น ยังมิปรากฏเด่นชัด
กุนซือของ"ลุงตู่"และทีมยุทธศาสตร์ของรทสช.ควรปรับกลวิธีเสนอนโยบายพรรคที่เป็นตัวของตัวเอง-เป็นรูปธรรมให้เด่นชัดขึ้น การเหมาเข่งผลงานรัฐบาลว่าเป็นการอนุมัติโดย"ลุงตู่"ไปเรื่อยๆเยี่ยงนี้อาจมิใช่ผลดีในวันหน้าเพราะคู่แข่งจะเอาคืนก็เป็นได้ในเรื่องการแอบอ้างสิทธิ
ดังนั้น การบ้านข้อนี้ทีมเสนาธิการของลุงตู่และรทสช.ควรเร่งดำเนินการแก้ไขโดยพลัน