จากนั้น ทรงพระดำเนินไปยังกลุ่มชุมชนศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวา จำนวน 2 ครัวเรือน โดยบ้านหลังที่ 1 เป็นการนำเสนอกระบวนการทอผ้าไหมแพรวาตั้งแต่เริ่มต้น ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ไปจนถึงกระบวนการเสร็จสิ้น และบ้านหลังที่ 2 เป็นการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมภูไท เช่น หมอเหยา ครัวภูไท ซึ่งแสดงเอกลักษณ์ ความเป็นชาวภูไท แล้วพระราชทานพระวโรกาสให้กลุ่มผ้าไทยที่ได้รับพระราชทานคำแนะนำในการเข้าเฝ้าปีที่ผ่านมา เข้าเฝ้าถวายผลงานและรับพระราชทานคำแนะนำ ซึ่งผู้ประกอบการผ้าและงานหัตถกรรมต่างน้อมนำแนวพระดำริ "ผ้าไทยใส่ให้สนุก" และ "แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion)" เป็นแนวทางในการต่อยอดภูมิปัญญาทอผ้าของบรรพบุรุษ ทั้งการออกแบบลวดลายทอผ้าที่มีการพัฒนาลวดลายให้ทันสมัยควบคู่การนำลายผ้าพระราชทานลวดลายต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบของลายผ้าผสมผสานเข้ากับลายโบราณดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ทั้งยังมีการทำกระบวนการทอผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการย้อมสีธรรมชาติ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นำมาซึ่งรายได้ที่มั่นคงด้วยอาชีพที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ และสามารถดำรงชีวิตได้มีความสุขอย่างยั่งยืน
ก่อนเสด็จกลับ ทอดพระเนตรการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านฟ้อนละครและฟ้อนภูไท ชุด "ลานคำหอมรำลึก" โดยกลุ่มสตรีแม่บ้านโพน พร้อมด้วยนักเรียน นิสิต และนักศึกษา จากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ได้แก่ วิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรค์ โรงเรียนอนุกูลนารี จังหวัดกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร คณะศิลปกรรมศาสตร์ และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวนกว่า 200 คน บรรเลงบทเพลงโดย นิสิตวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสมาชิกวงโปงลางอรรคฮาตสี จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งการแสดงชุด "ลานคำหอมรำลึก" เป็นการถ่ายทอดความทรงจำจากหลายวันวานในฤดูหนาวบนเทือกเขาภูพานใต้ร่มพระบารมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ยังคงถูกเล่าขานผ่านภาพการฟ้อนรับเสด็จพระราชดำเนินในหลายวาระ รวมถึงการฟ้อนภูไทในโอกาสตามเสด็จฯ ในงานศิลปวัฒนธรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ยังความรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังคงตราตรึงในความทรงจำของชาวบ้านโพนทุกคนประดุจกลิ่นบุปผานามพระราชทานที่ยังคงฟุ้งหอมตลบอบอวลอยู่เหนือแผ่นดินอีสาน ชวนให้หวนรำลึกอยู่มิรู้คลายระเหยหายจางไปจากผืนดินนี้ ทั้งแปรเปลี่ยนผลักดันเป็นประกายไฟแห่งความฝันของชาวบ้าน ทำให้ดินแดนที่เคยถูกกล่าวขานว่าแร้นแค้นบนที่ราบสูงแห่งนี้ ค่อย ๆ ถูกผลักดันให้วิวัฒน์ไปพร้อมกันในทุกมิติผ่านโครงการศิลปาชีพที่ได้รับการการันตีคุณค่าผ่านสายตาของชาวโลกเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่หยั่งรากลึกคู่กับภูมิปัญญาของบรรพชน และในกาลต่อมาความหอมหวลของมวลบุปผาได้รับการต่อยอดสานต่อในวาระแห่งการเสด็จเยือนแผ่นดินอีสานอีกวาระหนึ่งของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา อันเปรียบเสมือน "แสงแห่งการสืบสาน" ที่ส่องต่อจากพระราชปณิธานเดิมแห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้สายใยแห่งศิลปหัตถกรรมและภูมิปัญญาจากบรรพชนยังคงเจริญงอกงามอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ จึงเป็นที่มาของการแสดงหน้าพระพักตร์ด้วยท่วงท่าฟ้อนรำและเสียงดนตรีแห่งผืนแผ่นดินด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณ
สำหรับสหกรณ์ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพนกาฬสินธุ์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2520 ตามแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งพระองค์ได้เสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรชาวภูไทที่บ้านโพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ และทรงสนพระทัยผ้าไหมแพรวาที่ชาวบ้านใช้ห่ม (ผ้าเบี่ยง) จึงทรงสนับสนุนและรับเข้าโครงการศิลปาชีพเพื่ออนุรักษ์ไม่ให้สูญหาย และต่อมาได้รับการพัฒนาจากการเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรสู่การเป็นสหกรณ์ในปี พ.ศ. 2551 ปัจจุบันมีสมาชิก 196 คน โดยมีนางสมศรี สระทอง เป็นประธานกลุ่ม
"การทอผ้าไหมแพรวาต้องใช้ภูมิปัญญาในการทอด้วยการเก็บลายหรือเก็บชิดแบบจกเพื่อให้ได้ลวดลายที่โดดเด่น ซึ่งวิธีการทอจะถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยเลือกใช้เส้นไหมน้อยหรือไหมยอดที่มีความเลื่อมมัน ด้วยกรรมวิธีที่ละเอียดล้ำลึกนี้ ผ้าไหมแพรวาจึงถือว่าเป็นของล้ำค่าและมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวภูไทหรือผู้ไท โดยแต่ละครัวเรือนจะมีผ้าแซ่วเป็นผ้ามรดกที่ทอลวดลายต่าง ๆ ของผ้าแพรวาเป็นลายแบบดั้งเดิมแบบโบราณที่ทอไว้บนผืนผ้า เพื่อใช้เป็นต้นแบบที่เป็นมรดกที่สืบต่อมาจากบรรพบุรุษของครอบครัว ซึ่งบนผ้าแซ่วผืนหนึ่ง ๆ อาจมีลวดลายมากถึงประมาณกว่า 100 ลาย โดยจะจัดวางลายตามความต้องการของผู้ทอจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของผ้าแพรวา ประกอบด้วย ลายหลัก อาทิ ลายนาค ลายพันมหา ลายใบบุ่น ลายคั่น และลายช่อปลายเชิง ซึ่งในปัจจุบันได้มีกรรมวิธีการทอด้วยสีธรรมชาติ โดยมีสีหลัก 5 สี ได้แก่ สีน้ำเงินจากคราม สีแดงจากครั่ง สีเหลืองจากเข สีเขียวจากเปลือกมะพูดทับคราม และสีขาวจากขี้เถ้า พร้อมทั้งส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตามพระดำริ Sustainable Fashion "แฟชั่นแห่งความยั่งยืน" และ Sustainable Village "หมู่บ้านยั่งยืน" นำมาซึ่งความอยู่ดี กินดี และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนของประชาชน"