นักวิชาการมอง “ซูเปอร์จี” มีวิสัยทัศน์ - ลุ้นสานต่อยั่งยืน
29 เม.ย. 2569

นักวิชาการ มธ. ชี้ "ศุภจี" มีเจตนาดีแก้ทุเรียนล้นตลาด มองดรามาเป็นเพียงกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ห่วงแค่ทำแบบ "วันเดียวจบ" หรือคิดการณ์ไกลสู่ความยั่งยืน
ข่าว
29 เม.ย. 2569

นักวิชาการ มธ. ชี้ "ศุภจี" มีเจตนาดีแก้ทุเรียนล้นตลาด มองดรามาเป็นเพียงกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ห่วงแค่ทำแบบ "วันเดียวจบ" หรือคิดการณ์ไกลสู่ความยั่งยืน
29 เมษายน 2569 หากมองข้ามดรามา และพิจารณาในมุมวิชาการ ตลอดจนเศรษฐศาสตร์การตลาดออนไลน์ ต้องบอกว่า อย่าเพิ่งไปโจมตี “ซูเปอร์จี” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในแบบ “ติเรือทั้งโกลน” เพราะงานนี้ต้องบอกว่า “นี่คือวิสัยทัศน์” ที่น่าสนใจ รอพิสูจน์เพียงการสานต่อให้เกิดความยั่งยืน
ผู้ที่มองในมุมนี้ คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพร เรืองวานิช อาจารย์จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ โดย อาจารย์นพพร กล่าวว่า สถานการณ์ทุเรียนไทยในปีนี้ ผลผลิตออกมาเยอะ ประมาณการราวๆ 2 ล้านตัน เรียกว่าซัพพลายมากกว่าดีมานด์
ฉะนั้นการไปร่วมมือกับ “พิมรี่พาย” ในฐานอินฟลูเอนเซอร์ตลาดออนไลน์คนดัง ก็มองได้ว่า รัฐมนตรีมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาทุเรียนล้นตลาด เพราะถ้าปล่อยเอาไว้ ซัพพลายจะล้น ราคาจะตกแน่นอน จึงตัดสินใจทำไลฟ์ คอมเมอร์ซ ( Live Commerce) ตั้งแต่ต้นฤดู เพื่อให้ซัพพลายทุเรียนระบายออกไปได้ก่อน
อีกเหตุผลหนึ่ง มองได้ว่า ทุเรียนไทยที่ส่งไปขายประเทศจีน ส่วนใหญ่ถูกบริโภคในภาคตะวันออกของจีนเท่านั้น เชื่อว่าความตั้งใจของรัฐมนตรี จะไปเปิดตลาดใหม่ทางตะวันตกของจีนด้วย ฉะนั้นหากมองในแง่ของความตั้งใจ เชื่อว่ารัฐมนตรีมีเจตนาดีในการแก้ไขปัญหาตั้งแต่เริ่มจะมองเห็นปัญหา
เมื่อถามว่า เหตุใดเมื่อตั้งใจดี แต่ผลออกมากลายเป็นดรามา อาจารย์นพพร บอกว่า สาเหตุที่เป็นกระแส ต้องดูในรายละเอียด แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลักษณะของการเมืองไทย ที่ฝ่ายตรงข้ามมักต้องโจมตีอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน
ส่วนประเด็นดรามาในเรื่อง “ขายลูกละร้อย - 1 ล้านลูก” นั้น เข้าใจว่าเป็นกลยุทธ์การเรียกร้องความสนใจ เพื่อเรียกดีมานด์เข้ามา ไม่ได้หมายความว่าจะขายราคานี้ทั้งหมดของสินค้าที่มี หรือทุกช่วงเวลา ถือเป็นเทคนิคทางการตลาดทั่วๆ ไป แม้แต่ร้านสะดวกซื้อ หรือ คอนวีเนี่ยนสโตร์ ก็จะมีการโปรโมท “ไอเทมบางตัว” เพื่อเรียกแขก ถือเป็นกลยุทธ์การใช้ราคาเป็นตัวดึงลูกค้า แต่ไม่ได้แปลว่าจะขายราคานี้ราคาเดียว หรือราคานี้ตลอดเวลา
อาจารย์นพพร ยังให้ข้อสังเกตทิ้งท้ายว่า ปีนี้ทุเรียนออกผลผลิตเยอะในหลายประเทศ ไทยกำลังสูญเสียความเป็นผู้นำในตลาดทุเรียน เพราะเวียดนามก็ส่งออกได้มาก และจีนเองก็มีผลผลิตเพิ่ม ฉะนั้นรัฐมนตรีศุภจี จึงพยายามหันมาโปรโมทตลาดภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นความต้องการภายใน หรือ Domestic Demand
ส่วนการ Live Commerce ซึ่งรัฐมนตรีประกาศเป็นนโยบายว่า จะนำมาอัพสกิลให้กับเกษตรกรหรือเจ้าของสวน เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดนั้น อาจารย์นพพร บอกว่า ต้องรอดูความจริงจังหลังจากนี้ เช่น เตรียมทำโปรแกรมไลฟ์สำหรับเกษตรกรเอาไว้แล้ว หรือทำความตกลงกับแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดัง จัดการอบรม หรือสอนการไลฟ์ให้ผู้ค้ารายย่อยมีทักษะมากขึ้น เหล่านี้จะเป็นตัวพิสูจน์วิสัยทัศน์ของรัฐมนตรีว่า ทำเรื่องนี้ในลักษณะ one time event “วันเดียวจบ” หรือคิดแบบ long journey คือการพัฒนาอย่างยั่งยืน ระยะยาว
ข่าวล่าสุด