เครือข่ายฯ ระบุว่า สถานการณ์ความสูญเสียจากอุบัติเหตุและความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ สะท้อนถึงการคุกคาม สิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตและความปลอดภัย ของประชาชน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญตามรัฐธรรมนูญและพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่รัฐไทยต้องคุ้มครอง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน กลุ่มชาติพันธุ์ และประชาชนที่อยู่ในภาวะเปราะบาง ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดแม่ฮ่องสอนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหาเครื่องมือต่างๆ ในการลดความสูญเสีย โดยเฉพาะพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮฮล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อ 8 พฤศจิกายน แต่ต้องออกกฎหมายลำดับรองต่างๆ เช่น มาตรา 29 (2) เรื่องห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับบุคคลที่มีอาการมึนเมา ซึ่งอธิบดีกรมควบคุมโรคต้องออกหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบอาการมึนเมา หากมีความชัดเจนและบังคับใช้อย่างจริงจังน่าจะช่วยลดความสูญเสียลงได้
ด้านนายชอแล และนางสาวโบแหมะ พ่อและแม่ของน้องโรซ่า เปิดเผยว่า น้องโรซ่าเป็นบุตรคนสุดท้อง ครอบครัวเรายากจน ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแดง ชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่น้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ และฝันจะเป็นพยาบาลอาชีพที่มีเกียรติ แต่ความสูญเสียครั้งนี้ได้พรากความหวังของครอบครัวไปทั้งหมด และยังกังวลว่า จะไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง เพราะพวกเราเป็นเพียงครอบครัวชาติพันธุ์ที่ขาดความรู้ทางกฎหมาย และเกรงว่าคดีจะเงียบหายไป
นอกจากกนี้ ภายในเวทีรายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนช่วงควบคุมเข้มข้นเทศกาลปีใหม่ 2569 จังหวัดแม่ฮ่องสอน (30 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569) พบอุบัติเหตุ 77 ครั้ง บาดเจ็บ 87 ราย เสียชีวิต 1 ราย ลดลงจากปี 2568 แต่กว่าร้อยละ 90 ของอุบัติเหตุยังเกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์ และมากกว่าครึ่งไม่สวมหมวกนิรภัย ขณะที่ยังพบพฤติกรรมดื่มแล้วขับ จึงจำเป็นต้องเสริมมาตรการเชิงนโยบายและความร่วมมือจากหน่วยงานสาธารณสุข สถานศึกษา และเครือข่ายชุมชน เพื่อสร้างบรรทัดฐาน “ไม่ดื่ม ไม่ขับ” อย่างเป็นรูปธรรม
เครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน ย้ำว่า ทุกชีวิตมีคุณค่าเท่าเทียมกัน และไม่ควรมีใครต้องสูญเสียชีวิต เพื่อแลกกับความหละหลวมของกฎหมายหรือนโยบายของรัฐ พร้อมเรียกร้องให้รัฐดำเนินนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในสังคมไทยอีกครั้ง