ขณะเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. นายธวัชชัย ศรีคำตำบล อายุ 55 ปี ได้เดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรท่าเรือ เพื่อลงบันทึกประจำวันว่า ไม่สามารถนำศพของนายเพิก ผู้เป็นพ่อ กลับไปบำเพ็ญกุศลที่จังหวัดอุตรดิตถ์ได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 หลังจากพ่อเสียชีวิต ทางตน พร้อมด้วยนางพรรนี ได้เดินทางมาทำข้อตกลงต่อหน้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรท่าเรือว่า หลังจากพ่อเสียชีวิต จะให้นางพรรนี ได้จัดงานศพที่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นเวลา 3 วัน และหลังจากนั้น ตนจะรับศพของพ่อกลับไปประกอบพิธีที่จังหวัดอุตรดิตถ์อีก 3 วัน แล้วจึงค่อยประกอบพิธีฌาปนกิจศพ แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงเวลาจริง หลังจากได้มีการสวดพระอภิธรรมศพของพ่อเป็นเวลา 3 วัน ตามที่กำหนดแล้ว นางพรรนี กลับไม่ยอมให้ตนรับศพของพ่อกลับไปประกอบพิธีต่อที่จังหวัดอุตรดิตถ์
อีกทั้งยังให้ข่าวกับสื่อมวลชนทำให้ตนเสียหาย ซึ่งตนยืนยันว่า สาเหตุที่ตนต้องการนำศพของพ่อกลับไปประกอบพิธีที่จังหวัดอุตรดิตถ์นั้น เนื่องจากเป็นความต้องการสุดท้ายของพ่อก่อนที่จะเสียชีวิต ที่ต้องการให้ตนนำศพของพ่อกลับไปประกอบพิธีที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จึงได้มีการทำหนังสือการรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลศพขึ้นมา และให้พ่อเซ็นตั้งแต่ตอนยังอยู่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์
ซึ่งตนยืนยันว่า ลายเซ็นในหนังสือดังกล่าวเป็นลายเซ็นของพ่อจริง ไม่ได้มีการปลอมแปลงอย่างที่ถูกกล่าวหา อีกทั้งหากเป็นการปลอมลายเซ็นจริง ทางศาลจังหวัดกาญจนบุรี คงจะไม่ยอมออกคำสั่งห้ามจัดการกับศพให้กับตนอย่างแน่นอน
นายธวัชชัย กล่าวอีกว่า ประเด็นที่น้องสาว กล่าวหาว่า ตนต้องการเงินฌาปนกิจของพ่อนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะหากตนต้องการเงินฌาปนกิจของพ่อจริง ตนไม่จำเป็นที่จะต้องมาขอนำศพกลับไปประกอบพิธีที่จังหวัดอุตรดิตถ์ก็ได้เพียงยินยอมให้นางพรรณี ทำพิธีฌาปนกิจศพให้เสร็จที่จังหวัดกาญจนบุรี ตนก็รับเงิน 200,000 บาท เข้ากระเป๋าสบายๆ โดยที่ไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อย
แต่ที่ตนต้องออกมาเรียกร้อง เพื่อจะนำศพของพ่อกลับไปที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ก็เพราะเป็นความต้องการสุดท้ายของพ่อเท่านั้น หลังจากนี้ หากว่านางพรรณี ต้องการจะเจรจา ตนก็พร้อมที่จะเจรจาด้วย โดยตนเองมีจุดยืนเพียงข้อเดียว คือต้องการที่จะนำศพของพ่อกลับไปประกอบพิธีที่จังหวัดอุตรดิตถ์เท่านั้น หากนางพรรนี ยินยอมให้ตามที่ตนขอ เรื่องทุกอย่างก็จบ ตนพร้อมจะถอนแจ้งความ และจบเรื่องทุกอย่างทันที