จากนั้นเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวมาบอกว่า จะมีเงินเข้าก่อน 1 ล้านบาท และได้พาตนไปเบิกคืนให้ที่ สาขาเกษตรวิสัย ที่ผิดสังเกตคือ เจ้าหน้าที่รายดังกล่าว ทำไมไม่เบิกเงินในสาขาที่ตนอยู่ แต่คิดอีกที หรือสาขาเขามีเงินไม่เพียงพอ โดยยอดแรก 1 ล้าน ยอดที่ 2 จำนวน 4 แสน ยอดที่ 3 จำนวน 3 แสน แต่ละครั้งบุคคลดังกล่าว จะให้ตนเบิกออกไปให้ทุกครั้ง มียอดเงินผ่านในบัญชีของตนเองรวม 1,700,000 บาท แต่ในใบแจ้งหนี้บอกว่าตนเป็นหนี้ 3 ล้านเศษ
และหนี้ของตนจริงๆ ธนาคารก็รู้ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ เพราะมีสัญญาอยู่ เป็นหนี้แค่ 750,000 บาท ธนาคารมาเตือนให้ไปชำระ ตนก็ไปตัดดอกทุกปี เรื่องที่เกิดขึ้น "ตนหมดอาลัยตายอยาก" เงินที่จะไปกู้ก็กู้ไม่เยอะ เพราะตั้งใจว่าจะไปทำโคกหนองนา ซึ่งที่ดินที่มีอยู่ 4 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา จะสามารถกู้ได้ 3 ล้านบาท มันเป็นไปไม่ได้
ด้าน นางบัวไข วงษ์ม่วย ชาวบ้านหนองเบญ เปิดเผยว่า ตนตั้งใจจะเอาที่ดินไปจำนองกับธนาคาร ว่าจะกู้จากธนาคารมา 2 แสนบาท เพื่อต่อเติมบ้าน เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวบอกว่า ที่ดินที่มีอยู่เพียง 2 งานมันไม่สามารถจะกู้ได้ขนาดนั้น เขาก็เลยแนะนำว่า จะมีโครงการสมทบทุนซื้อรถแทรกเตอร์ล้อยาง สนใจหรือไม่ เพราะจะได้เอาเงินเข้าให้ตามที่ต้องการ คิดว่าคงไม่มีปัญหา จึงกรอกเอกสารยื่นเรื่องวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 ตามคำแนะนำ เพียงข้ามวัน คือวันที่ 25 พฤศจิกายน ก็มีเงินเข้ามาในบัญชี 1,100,000 บาท เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวบอกว่าจะพาไปเบิกที่ ธนาคารฯ สาขาเกษตรวิสัย ตนจึงได้ไปเบิกครั้งแรก จำนวน 927,000 บาท และส่งมอบให้เจ้าหน้าที่รายดังกล่าว
โดยลูกของผู้เสียหาย บอกว่า ขอถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐานว่ามอบเงินให้จริง เรื่องที่เกิดขึ้นมีชาวบ้านหลายคนก็เจอเหตุการณ์คล้ายๆกัน เมื่อไปสอบถามกับทางธนาคารก็บอกว่าให้ไปไล่เอากับเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเอง ธนาคารไม่รับผิดขอบ อีกทั้งเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวได้ย้ายไปสาขาอื่นแล้ว จึงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
ขณะที่ พ.ต.ท.บุณถิ่น วันภักดี อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า เบื้องต้น ทางอัยการคุ้มครองสิทธิ์ ฯ และคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาสำนักงานอัยการภาค 4 ทราบจากรายงานว่า เจ้าหน้าที่ธนาคารรายดังกล่าวได้ย้ายไป ที่สาขาโพนทอง และมีชาวบ้านในพื้นที่ตำบลพรมสวรรค์ อำเภอโพนทอง ที่ได้รับผลกระทบในลักษณะคล้ายกัน กว่า 20 ราย เคยรวมตัวกันเรียกร้องขอความช่วยเหลือเยียวยาจากมาแล้ว เมื่อเดือนกันยายน 2565
หลังจากนี้ เราจะได้รวบรวมข้อมูลไว้พิจารณาว่า การที่พี่น้องประชาชนไปทำธุรกรรมกับทางธนาคาร บางครั้งเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส โดยปกติเจ้าหน้าที่ธนาคารควรให้บริการ และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ตรงไปตรงมา ไม่ควรสร้างปัญหาให้เกิดแก่ประชาชน เรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากลของการทำงาน จะได้แจ้งประชาชนที่ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกันมาให้ข้อมูลว่า มีผู้เดือดร้อนมากน้อยเท่าไหร่ และจะประสานกับทางธนาคาร ให้มาตอบคำถามชาวบ้านให้ชัดเจนอีกครั้งว่า จะแก้ไขปัญหาอย่างไร แต่ถ้าหากเรื่องไม่จบ เราก็จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฏหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนต่อไป