ทางทีมข่าวได้รับการเปิดเผยจากกรมขนส่งทางบกว่า การพ่นทับด้วยสีสเปรย์ว่าห้ามใช้ ไม่ได้เป็นการยึดรถ แต่อย่างใด เนื่องจากกรมขนส่งทางบกไม่มีอำนาจในการยึดรถ แต่การพ่นสีสเปรย์ เพื่อให้รู้ว่าไม่สามารถนำรถ ดังกล่าวไปใช้งานได้ จนกว่าจะมีการปรับปรุงให้ลดเป็นไปตาม ระเบียบของกรมขนส่ง เมื่อผู้ประกอบการ ปรับปรุงให้ลดเป็นไปตามระเบียบขนส่งก็สามารถนำ รถดังกล่าวมาตรวจสภาพใหม่อีกครั้ง หากเป็นไปตามระเบียบ จึงจะสามารถลบข้อความสีแดง ที่อยู่บริเวณหน้ารถออกไปได้
ส่วนกรณีรถของ นางสาวปาณิสรา ชินบุตร ทางกรมขนส่งทางบกได้ทำการยึดใบประกอบการของนางสาวปาณิสรา ชินบุตร เรียบร้อยแล้ว ทำให้ในเบื้องต้น รถบัสที่ นางสาวปาณิสรา ชินบุตร ถือครองจะไม่สามารถใช้งาน หรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือเข้าตรวจสภาพใหม่ได้ ทางเจ้าตัวจึงแจ้งความประสงค์ว่า จะขอให้จอดรถบัสดังกล่าว ไว้ที่ สำนักงาน ขนส่งจังหวัดสิงห์บุรีก่อน
คนขับรับเถ้าแก่สั่งขับรถบัสไปโคราช ปัดไม่รู้เรื่องถอดถังก๊าซหนีผิด
ระหว่างที่มีการตรวจสภาพรถดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับ นายสานนท์ อายุ 55 ปี คนขับรถบัสของบริษัทชินบุตรทัวร์ ซึ่งเป็นคนขับรถบัสคันที่ 3 ในขบวนรถทัศนศึกษาวันเกิดเหตุ นายสานนท์เล่าว่า ตนขับรถให้บริษัทนี้มาประมาณสองปี ก่อนออกเดินทางมีการตรวจเช็ครถเบื้องต้นเสมอ เช่น ลมยาง ประตูทุกบาน รวมถึงประตูฉุกเฉิน และตรวจเช็คว่า ถังก๊าซเต็มหรือไม่ ทุกอย่างอยู่ในสภาพใช้งานได้ปกติ นอกจากนี้ เถ้าแก่ยังนำรถไปตรวจตามระยะที่กำหนดเสมอ
นายสานนท์ เปิดเผยว่า รถของตนมีประตูลมที่สามารถปล่อยลมออกในกรณีฉุกเฉินเพื่อเปิดประตูได้เอง แต่สำหรับรถบัสที่เกิดเหตุนั้น การควบคุมประตูจะต้องทำจากที่นั่งคนขับเท่านั้น ในวันเกิดเหตุ ตนขับรถเป็นคันที่สามในขบวน และได้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดขึ้น โดยขณะนั้นรถบัสคันที่เกิดเหตุซึ่งขับอยู่ด้านหน้า ได้เกิดเสียงดังคล้ายระเบิดขึ้น จากนั้นรถเกิดการสะบัดและเฉี่ยวชนกับรถเก๋ง ก่อนจะชนกับแบริเออร์จนล้อแบะออกทั้งสองข้าง ทำให้รถเสียการควบคุม จากนั้นไฟก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วจากด้านหน้า
นายสานนท์ เล่าว่า หลังรถหยุดลง คนขับรถคันแรกรีบลงมาช่วย ตนเองก็วิ่งไปช่วยเหลือ และได้รับบาดเจ็บจากเปลวไฟเล็กน้อย ขณะเกิดเหตุ นายสมาน คนขับรถคันที่เกิดเหตุ ได้เข้ามาช่วยเหลือเด็กๆ และมาขอถังดับเพลิงจากรถตนเพื่อไปดับไฟ ภายหลังได้ทราบว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้มาจากเพลาหัก ทำให้ล้อแบะออกและไม่สามารถควบคุม รถได้จนเกิดประกายไฟ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ยากจะควบคุม
เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการถอดถังก๊าซที่โคราช นายสานนท์ ยืนยันว่า ตนไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เพราะการขับรถไปโคราชนั้น เป็นไปตามคำสั่งของเถ้าแก่เจ้าของบริษัท และไม่รู้ว่ามีการถอดถังก๊าซออกหรือไม่ เนื่องจากตนไม่ได้เช็กถังก๊าซ มีกี่ถัง เวลาขับรถก็เพียงแค่ดูไมล์เติมแก๊สเต็มถังเท่านั้น
นายสานนท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้ ตนจะเลิกขับรถทัวร์ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทนี้หรือบริษัทใดก็ตาม เพราะรู้สึกหวาดกลัวและสงสารเด็กๆ ที่ต้องเสียชีวิต ภาพเหตุการณ์ยังคงติดตา