เนชั่นทีวี

ข่าว

ชำแหละยุทธศาสตร์ชายแดน ยังคลุมเครือ เมียนมา กัมพูชา บีอาร์เอ็น

26 เม.ย. 2569

ชำแหละยุทธศาสตร์ชายแดน ยังคลุมเครือ เมียนมา กัมพูชา บีอาร์เอ็น

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ ชี้ ไทยเผชิญปัญหาชายแดนทุกทิศ แต่ยุทธศาสตร์ยังคลุมเครือ ทั้งเมียนมา กัมพูชา ชายแดนใต้ รวมถึงยาเสพติดข้ามชาติ แนะรัฐบาลอนุทิน 2 รื้อโครงสร้างยุทธศาสตร์

งานความมั่นคงของรัฐบาลอนุทิน 2 กำลังท้าทายอย่างยิ่ง เพราะชายแดนไทย เผชิญปัญหาทุกด้าน

 

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไล่เรียงให้เห็นภาพแบบนี้...

 

ชายแดนด้านเหนือและตะวันตก - ยังมีปัญหากับเมียนมา มีกระสุนยิงมาตกเขตไทย

 

ชายแดนด้านตะวันออก - ยังมีปัญหากับกัมพูชา ข้อตกลงหยุดยิงยังเปราะบาง และมีการเผชิญหน้าของฝ่ายทหาร กับมวลชน

ชายแดนใต้ - ยังมีปัญหาความไม่สงบ มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นรายวัน รวมถึงเหตุรุนแรงขนาดใหญ่อย่างการลอบสังหาร สส.

 

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ยิ่งไปกว่านั้น ทุกพื้นที่ยังมีภัยแทรกซ้อนด้านยาเสพติด และมลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะชายแดนภาคเหนือและตะวันออก

 

ฉะนั้นการที่รัฐบาลกำลังมีนโยบายสร้างสันติและเสถียรภาพชายแดน แต่ดูเหมือนว่ายุทธศาสตร์ที่เข้าไปเกี่ยวพันกับเมียนมา สุ่มเสี่ยงที่จะถูกเมียนมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมของการเปลี่ยนผ่านอำนาจทหารสู่รัฐบาลพลเรือนของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย มากกว่า

ชำแหละยุทธศาสตร์ชายแดน ยังคลุมเครือ เมียนมา กัมพูชา บีอาร์เอ็น

 

อีกทั้ง นโยบายการปราบปรามกลุ่มชาติพันธุ์ของรัฐบาลเมียนมา ก็ยังไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของอาเซียน 5 ข้อ ที่เป็นฉันทามติร่วมกัน ฉะนั้นการเข้าไปเกี่ยวพันของไทย โดยเฉพาะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปเยือนและจับมืออย่างชื่นมื่น จึงถือว่ามีความเสี่ยง และยุทธศาสตร์ชายแดนของไทยยังคลุมเครือ

 

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ ขยายความอีกว่า ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ ว่า สถานการณ์ชายแดนเรามีปัญหาทุกด้าน คือ ในบางวัน เราเจอกับสถานการณ์...

 

 - เช้าบีอาร์เอ็นวางระเบิดที่ใต้

 

 - เที่ยงกัมพูชาขโมยธงชาติไทย

 

 - เย็นเมียนมาทิ้งระเบิดล้ำแดน

 

แนะรัฐบาลรื้อโครงสร้าง อย่าแก้ปัญหาแยกส่วน

 

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ สรุปว่า โจทย์เชิงนโยบายความมั่นคงที่สำคัญของรัฐบาลในห้วงเวลานี้ จึงไม่ใช่การแก้ไขปัญหาชายแดนในลักษณะรายพื้นที่ แต่เป็นการปรับโครงสร้างความคิดเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถนิยามภัยคุกคามได้อย่างชัดเจน และออกแบบกลไกเชิงสถาบันที่สอดคล้องกับลักษณะของภัยดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม เป็นรูปธรรม

 

การจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่แบบแยกส่วน ย่อมมีแนวโน้มที่จะทำให้ผลลัพธ์เป็นเพียงการประคองสถานการณ์ มากกว่าการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

 

การรบทางยุทธศาสตร์ชายแดนแบบไร้ทิศทาง?

 

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ ขยายความถึงปัญหาชายแดนว่า สถานการณ์ความมั่นคงชายแดนของไทยในห้วงเวลาปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรัฐในการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์อย่างมีเอกภาพ กล่าวคือ แม้รัฐจะเผชิญกับความท้าทายตามแนวชายแดนในหลายมิติและหลายพื้นที่พร้อมกัน แต่แนวทางการดำเนินการที่ปรากฏกลับมีลักษณะเสมือนการเปิดแนวปฏิบัติการในทุกด้านโดยขาดการจัดลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน ส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรด้านความมั่นคง ทั้งในมิติของกำลังพล งบประมาณ และขีดความสามารถด้านข่าวกรอง มีลักษณะกระจัดกระจายและไม่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ในอีกด้านหนึ่ง แม้รัฐบาลจะมีการกำหนดนโยบายด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง แต่ยังปรากฏช่องว่างสำคัญในระดับ “ยุทธศาสตร์กลาง” ที่จะทำหน้าที่เชื่อมโยงการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ ปัญหาจึงมิได้อยู่เพียงที่การขาดมาตรการ  หากแต่เป็นข้อจำกัดในเชิงกรอบคิดที่ยังไม่สามารถนิยามภัยคุกคามร่วมของรัฐได้อย่างชัดเจนว่าเป็นภัยลักษณะใด และควรจัดการด้วยกลไกแบบใด

 

ภายใต้บริบทดังกล่าว ภัยคุกคามที่มีลักษณะเชื่อมโยงชายแดนไทยทุกด้านอย่างเด่นชัดคือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือเศรษฐกิจสีเทาในรูปแบบใหม่ ซึ่งมิได้จำกัดผลกระทบอยู่เพียงภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น หากแต่ยังแทรกซ้อนอยู่ในบริบทความไม่สงบของพื้นที่ชายแดนภาคใต้ด้วย การจัดการภัยลักษณะดังกล่าวจึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงมาตรการบังคับใช้กฎหมายอาญา หากจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการเครื่องมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การข่าว และความร่วมมือระหว่างประเทศเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

 

อย่างไรก็ตาม แม้การกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมในระดับประเทศจะมีความจำเป็น แต่การออกแบบกลไกเชิงปฏิบัติจำเป็นต้องคำนึงถึงเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละพื้นที่เช่นกัน ซึ่งมีปัจจัยเชิงโครงสร้างและพลวัตของปัญหาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

 

กรณีของ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. อาจถือเป็นตัวอย่างของการออกแบบกลไกเฉพาะพื้นที่ที่มีความพยายามสร้างเอกภาพในการสั่งการและการบริหารจัดการปัญหาในบริบทเฉพาะ แต่ในพื้นที่อื่น เช่น ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเผชิญกับปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติในระดับสูง กลับยังไม่ปรากฏโครงสร้างเชิงสถาบันที่มีความชัดเจนในลักษณะเดียวกัน

 

ในบริบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาพของปัญหาที่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะมักถูกจำกัดอยู่ที่ความตึงเครียดตามแนวชายแดนกับกัมพูชา หากแต่ในอีกมิติหนึ่งกลับปรากฏพลวัตของภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการขยายตัวของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงในระดับภูมิภาค การเข้าควบคุมพื้นที่ในเชิงกายภาพ เช่น แหล่งตั้งของกิจกรรมผิดกฎหมายหรือฐานปฏิบัติการ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหา

 

ขณะที่อีกมิติหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือการรื้อถอนและสกัดกั้นโครงข่ายที่เชื่อมโยงในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยขีดความสามารถด้านข่าวกรองและความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเข้มข้น

 

ท้ายที่สุด ประเด็นปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับพื้นที่ หากแต่ย้อนกลับไปสู่การออกแบบโครงสร้างเชิงสถาบันในระดับส่วนกลางด้วย กล่าวคือ หากบทบาทของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ และ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ถูกแยกออกจากกันโดยปราศจากกลไกบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลให้กระบวนการประเมินภัยคุกคามและการแปลงข้อมูลข่าวกรองไปสู่การกำหนดนโยบายและการสั่งการเชิงปฏิบัติขาดความต่อเนื่อง และลดทอนความเข้มแข็งของประชาคมข่าวกรองในภาพรวม

 

ดังนั้น โจทย์เชิงนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลในห้วงเวลานี้ มิใช่เพียงการแก้ไขปัญหาชายแดนในลักษณะรายพื้นที่ หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างความคิดเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถนิยามภัยคุกคามได้อย่างชัดเจน และออกแบบกลไกเชิงสถาบันที่สอดคล้องกับลักษณะของภัยดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม หากยังไม่สามารถดำเนินการในประเด็นนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม การจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ย่อมมีแนวโน้มที่จะเป็นเพียงการประคองสถานการณ์มากกว่าการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในเชิงโครงสร้าง

 

ข้อสังเกต 2 ประการที่ควรให้ความสำคัญ

 

ประการแรก ปกติจีนจะมีนโยบายรักษาสถานภาพตามแนวชายแดนของจีนที่ติดกับเมียนมา เพื่อรักษาศักยภาพและความมั่นคง ซึ่งเป็นการส่งเสริมนโยบายของจีน โดยเฉพาะการดึงทรัพยากรจากเมียนมาเข้ามาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ และการสกัดการขยายตัวของอิทธิพลตะวันตก แต่การมาเยือนไทยครั้งนี้น่าสนใจว่า แนวรั้วเพื่อการรักษาความมั่นคงของจีนได้ขยายจากแนวชายแดนของตนเอง ขยับเข้ามาสู่ในระดับภูมิภาคอย่างชัดเจน โดยจีนเข้ามามีบทบาทในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเปรียบเสมือนสนามหลังบ้านของตนเอง โดยเฉพาะกัมพูชา ไทย และเมียนมา

 

ฉะนั้น การพยายามเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงไม่ได้แตกต่างจากการเข้าไปมีบทบาทในการเจรจาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเมียนมากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง จีนกำลังสร้างรั้วความมั่นคงแนวที่สองในระดับภูมิภาค ฉะนั้น ไทยควรตระหนักและใช้ประโยชน์จากการมองยุทธศาสตร์ดังกล่าว เพื่อเป็นหลักประกันเสถียรภาพในภูมิภาคให้ได้มากที่สุด

 

ประการที่สอง เสถียรภาพและผลประโยชน์ร่วมของไทย จีน และประเทศในอนุภูมิภาคนี้ คือการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติในทุกรูปแบบ การมองเฉพาะเรื่องของการปราบสแกมเมอร์ จึงอาจเป็นเพียงประเด็นย่อย หากต้องการมองในมิติด้านความมั่นคงให้รอบด้านมากขึ้น จำเป็นต้องขยายไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการสกัดสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติด ซึ่งแม้จะมีข้อตกลงอยู่แล้ว แต่ยังต้องทำให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการสกัดจับเครือข่ายยาเสพติดที่มีการเคลื่อนย้ายจากจีนและประเทศในเอเชียตะวันออก

 

ดังนั้น การดำเนินความร่วมมือในลักษณะเฉพาะหน้าแบบที่ผ่านมา อาจไม่เพียงพอและไม่เท่าทันต่อพลวัตของภัยคุกคามในปัจจุบัน