อีกทั้ง นโยบายการปราบปรามกลุ่มชาติพันธุ์ของรัฐบาลเมียนมา ก็ยังไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของอาเซียน 5 ข้อ ที่เป็นฉันทามติร่วมกัน ฉะนั้นการเข้าไปเกี่ยวพันของไทย โดยเฉพาะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปเยือนและจับมืออย่างชื่นมื่น จึงถือว่ามีความเสี่ยง และยุทธศาสตร์ชายแดนของไทยยังคลุมเครือ
รศ.ดร.ฐิติวุฒิ ขยายความอีกว่า ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ ว่า สถานการณ์ชายแดนเรามีปัญหาทุกด้าน คือ ในบางวัน เราเจอกับสถานการณ์...
- เช้าบีอาร์เอ็นวางระเบิดที่ใต้
- เที่ยงกัมพูชาขโมยธงชาติไทย
- เย็นเมียนมาทิ้งระเบิดล้ำแดน
แนะรัฐบาลรื้อโครงสร้าง อย่าแก้ปัญหาแยกส่วน
รศ.ดร.ฐิติวุฒิ สรุปว่า โจทย์เชิงนโยบายความมั่นคงที่สำคัญของรัฐบาลในห้วงเวลานี้ จึงไม่ใช่การแก้ไขปัญหาชายแดนในลักษณะรายพื้นที่ แต่เป็นการปรับโครงสร้างความคิดเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถนิยามภัยคุกคามได้อย่างชัดเจน และออกแบบกลไกเชิงสถาบันที่สอดคล้องกับลักษณะของภัยดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม เป็นรูปธรรม
การจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่แบบแยกส่วน ย่อมมีแนวโน้มที่จะทำให้ผลลัพธ์เป็นเพียงการประคองสถานการณ์ มากกว่าการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
การรบทางยุทธศาสตร์ชายแดนแบบไร้ทิศทาง?
รศ.ดร.ฐิติวุฒิ ขยายความถึงปัญหาชายแดนว่า สถานการณ์ความมั่นคงชายแดนของไทยในห้วงเวลาปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรัฐในการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์อย่างมีเอกภาพ กล่าวคือ แม้รัฐจะเผชิญกับความท้าทายตามแนวชายแดนในหลายมิติและหลายพื้นที่พร้อมกัน แต่แนวทางการดำเนินการที่ปรากฏกลับมีลักษณะเสมือนการเปิดแนวปฏิบัติการในทุกด้านโดยขาดการจัดลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน ส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรด้านความมั่นคง ทั้งในมิติของกำลังพล งบประมาณ และขีดความสามารถด้านข่าวกรอง มีลักษณะกระจัดกระจายและไม่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ในอีกด้านหนึ่ง แม้รัฐบาลจะมีการกำหนดนโยบายด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง แต่ยังปรากฏช่องว่างสำคัญในระดับ “ยุทธศาสตร์กลาง” ที่จะทำหน้าที่เชื่อมโยงการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ ปัญหาจึงมิได้อยู่เพียงที่การขาดมาตรการ หากแต่เป็นข้อจำกัดในเชิงกรอบคิดที่ยังไม่สามารถนิยามภัยคุกคามร่วมของรัฐได้อย่างชัดเจนว่าเป็นภัยลักษณะใด และควรจัดการด้วยกลไกแบบใด
ภายใต้บริบทดังกล่าว ภัยคุกคามที่มีลักษณะเชื่อมโยงชายแดนไทยทุกด้านอย่างเด่นชัดคือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือเศรษฐกิจสีเทาในรูปแบบใหม่ ซึ่งมิได้จำกัดผลกระทบอยู่เพียงภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น หากแต่ยังแทรกซ้อนอยู่ในบริบทความไม่สงบของพื้นที่ชายแดนภาคใต้ด้วย การจัดการภัยลักษณะดังกล่าวจึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงมาตรการบังคับใช้กฎหมายอาญา หากจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการเครื่องมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การข่าว และความร่วมมือระหว่างประเทศเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม แม้การกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมในระดับประเทศจะมีความจำเป็น แต่การออกแบบกลไกเชิงปฏิบัติจำเป็นต้องคำนึงถึงเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละพื้นที่เช่นกัน ซึ่งมีปัจจัยเชิงโครงสร้างและพลวัตของปัญหาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
กรณีของ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. อาจถือเป็นตัวอย่างของการออกแบบกลไกเฉพาะพื้นที่ที่มีความพยายามสร้างเอกภาพในการสั่งการและการบริหารจัดการปัญหาในบริบทเฉพาะ แต่ในพื้นที่อื่น เช่น ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเผชิญกับปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติในระดับสูง กลับยังไม่ปรากฏโครงสร้างเชิงสถาบันที่มีความชัดเจนในลักษณะเดียวกัน
ในบริบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาพของปัญหาที่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะมักถูกจำกัดอยู่ที่ความตึงเครียดตามแนวชายแดนกับกัมพูชา หากแต่ในอีกมิติหนึ่งกลับปรากฏพลวัตของภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการขยายตัวของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงในระดับภูมิภาค การเข้าควบคุมพื้นที่ในเชิงกายภาพ เช่น แหล่งตั้งของกิจกรรมผิดกฎหมายหรือฐานปฏิบัติการ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหา
ขณะที่อีกมิติหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือการรื้อถอนและสกัดกั้นโครงข่ายที่เชื่อมโยงในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยขีดความสามารถด้านข่าวกรองและความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเข้มข้น
ท้ายที่สุด ประเด็นปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับพื้นที่ หากแต่ย้อนกลับไปสู่การออกแบบโครงสร้างเชิงสถาบันในระดับส่วนกลางด้วย กล่าวคือ หากบทบาทของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ และ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ถูกแยกออกจากกันโดยปราศจากกลไกบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลให้กระบวนการประเมินภัยคุกคามและการแปลงข้อมูลข่าวกรองไปสู่การกำหนดนโยบายและการสั่งการเชิงปฏิบัติขาดความต่อเนื่อง และลดทอนความเข้มแข็งของประชาคมข่าวกรองในภาพรวม
ดังนั้น โจทย์เชิงนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลในห้วงเวลานี้ มิใช่เพียงการแก้ไขปัญหาชายแดนในลักษณะรายพื้นที่ หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างความคิดเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถนิยามภัยคุกคามได้อย่างชัดเจน และออกแบบกลไกเชิงสถาบันที่สอดคล้องกับลักษณะของภัยดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม หากยังไม่สามารถดำเนินการในประเด็นนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม การจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ย่อมมีแนวโน้มที่จะเป็นเพียงการประคองสถานการณ์มากกว่าการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในเชิงโครงสร้าง
ข้อสังเกต 2 ประการที่ควรให้ความสำคัญ
ประการแรก ปกติจีนจะมีนโยบายรักษาสถานภาพตามแนวชายแดนของจีนที่ติดกับเมียนมา เพื่อรักษาศักยภาพและความมั่นคง ซึ่งเป็นการส่งเสริมนโยบายของจีน โดยเฉพาะการดึงทรัพยากรจากเมียนมาเข้ามาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ และการสกัดการขยายตัวของอิทธิพลตะวันตก แต่การมาเยือนไทยครั้งนี้น่าสนใจว่า แนวรั้วเพื่อการรักษาความมั่นคงของจีนได้ขยายจากแนวชายแดนของตนเอง ขยับเข้ามาสู่ในระดับภูมิภาคอย่างชัดเจน โดยจีนเข้ามามีบทบาทในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเปรียบเสมือนสนามหลังบ้านของตนเอง โดยเฉพาะกัมพูชา ไทย และเมียนมา
ฉะนั้น การพยายามเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงไม่ได้แตกต่างจากการเข้าไปมีบทบาทในการเจรจาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเมียนมากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง จีนกำลังสร้างรั้วความมั่นคงแนวที่สองในระดับภูมิภาค ฉะนั้น ไทยควรตระหนักและใช้ประโยชน์จากการมองยุทธศาสตร์ดังกล่าว เพื่อเป็นหลักประกันเสถียรภาพในภูมิภาคให้ได้มากที่สุด
ประการที่สอง เสถียรภาพและผลประโยชน์ร่วมของไทย จีน และประเทศในอนุภูมิภาคนี้ คือการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติในทุกรูปแบบ การมองเฉพาะเรื่องของการปราบสแกมเมอร์ จึงอาจเป็นเพียงประเด็นย่อย หากต้องการมองในมิติด้านความมั่นคงให้รอบด้านมากขึ้น จำเป็นต้องขยายไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการสกัดสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติด ซึ่งแม้จะมีข้อตกลงอยู่แล้ว แต่ยังต้องทำให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการสกัดจับเครือข่ายยาเสพติดที่มีการเคลื่อนย้ายจากจีนและประเทศในเอเชียตะวันออก
ดังนั้น การดำเนินความร่วมมือในลักษณะเฉพาะหน้าแบบที่ผ่านมา อาจไม่เพียงพอและไม่เท่าทันต่อพลวัตของภัยคุกคามในปัจจุบัน