ทั้งนี้ โรงงานพลุแห่งนี้ ได้รับใบอนุญาตให้ทำและค้าซึ่งดอกไม้เพลิง ออกโดยนายทะเบียนท้องที่อำเภอเมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 66 สิ้นอายุ 23 ส.ค. 67 โดยเคยเกิดเหตุระเบิดไฟลุกไหม้แล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเดือนพ.ย. 65 มีคนงานถูกไฟคลอกเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 3 ราย ก่อนจะกลับมาเปิดทำการผลิตพลุอีกและจนเกิดเหตุระเบิดขึ้นในครั้งนี้
ขณะที่ นายบุญนำ บุญกล่อม อายุ 32 ปี อยู่บ้านหมู่ 10 ต.ศาลาขาว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ครอบครัวของตนเองได้เสียชีวิตจากเหตุการณ์พลุระเบิดมากถึง 6 คน ด้วยกัน ประกอบด้วยแม่ และภรรยา รวมทั้งญาติๆ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับว่า พูดไม่ออก แต่ก็ต้องมีชีวิตเพื่อสู้ต่อไป สำหรับแม่และภรรยา รวมทั้งญาติๆ ที่เสียชีวิตรวม 6 คนนั้น ทำให้ขณะนี้ครอบครัวของตนเองเหลืออยู่เพียง 4 ชีวิต คือพ่อ ตนเอง และลูกอีก 2 คน นอกจากนี้ครอบครัวของญาติๆ ก็ยังเสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
ด้าน นายเหมือน บุญกล่อม อายุ 71 ปี กล่าวว่า เหตุโรงงานพลุระเบิด จนทำให้ครอบครัวของตนเองต้องเสียชีวิตถึง 6 คน รวมทั้งภรรยาของตนเองด้วย ซึ่งหลังเกิดเหตุก็ต้องใช้ชีวิตต่อสู้กันต่อไป ที่ผ่านมาก็คิดเสมอว่า สักวันหนึ่งคงต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ส่วนการทำงานแบบนี้ ก็คงต้องเลิกทำ เพราะอันตรายเกินไป อนาคตก็คงต้องเลี้ยงหลานๆ ที่เหลืออีก 2 ชีวิต ให้เติบโตกันต่อไป เพราะหลานกำลังเรียนอยู่ ป.2 และ ป.3 แม่ของหลานก็เสียชีวิตในครั้งนี้ด้วย ส่วนศพของเมียและญาติๆ ที่เสียชีวิต ช่วงสายของวันนี้ (18 ม.ค. ) ก็จะเดินทางไปรับศพ เพื่อนำกลับมาทำพิธีทางศาสนา
ขณะที่ นางบังอร พันธุ์ต้น อายุ 56 ปี เปิดเผยว่า ญาติทั้ง 6 ชีวิต ที่ต้องสูญเสียไปนั้น ต้องทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งนี้ หากไม่ทำก็จะไม่มีรายได้
นายกฯสั่งตรงหน่วยงานเกี่ยวข้องดูแล-กันเกิดซ้ำอีก
ด้าน "นายเศรษฐา ทวีสิน" นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ยังคงปฏิบัติภารกิจในกรอบ WEF ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตช์เซอร์แลนด์ เปิดเผยถึง เหตุโรงงานพลุระเบิด ที่จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยได้แสดงเสียใจต่อเหตุการณ์จนมีผู้เสียชีวิต 23 ราย พร้อมทั้งได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม สำรวจการจัดตั้งโรงงาน ระบบความปลอดภัย กระทรวงสาธารณสุขดูแลประชาชนในพื้นที่โดยรอบหากได้รับผลกระทบจากวัตถุเคมีผลิตพลุที่ระเบิด
ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูสภาพอากาศที่กระทบ และสภาพแวดล้อมต่างๆ รวมถึงกระทรวงแรงงาน ที่เยียวยาญาตผู้เสียชีวิตด้วย รวมถึงสั่งการให้เข้มงวดตรวจสอบโรงงานประเภทที่มีวัตถุอันตรายทั่วประเทศ ให้มีความมั่นใจว่า จะต้องไม่มีเหตุการณ์เกิดซ้ำซ้อนในทุกกรณี
"สส.สุพรรณฯ"วอนรัฐถอดบทเรียนอย่าทำเป็นวัวหายล้อมคอก
ด้าน นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า จากการหารือในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงเหตุโรงงานพลุระเบิดที่ จ.สุพรรณบุรี โดยเรียกร้องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งถอดบทเรียนป้องกัน เพิ่มความเข้มงวดในการออกใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการ โดยไม่ประมาท
"เพราะพลุเสมือนอาวุธสงครามชนิดหนึ่ง ควรหมั่นตรวจสอบเป็นระยะ เพื่อไม่ให้เป็นเหตุการณ์ วัวหายล้อมคอก หลังเคยเกิดเหตุพลุระเบิดมาแล้ว ทั้งที่อำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ และบ้านมูโนะ จ.นราธิวาส พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงาน ที่เร่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ" นายณัฐวุฒิ กล่าว
สภาทนายความส่งทีมช่วยปรึกษาด้านกฎหมาย
ขณะที่ ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ กล่าวว่า ส่วนตัวขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งในด้านการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ตนได้มอบหมายให้ นายอรรถพร อัมพวา กรรมการบริหารสภาทนายความภาค 7 และ นายภัทราวุฒิ พันธ์รัศมี ประธานสภาทนายความจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมทีมทนายความอาสา จ.สุพรรณบุรี ลงพื้นที่เพื่อให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย กับประชาชนทุกคนที่ได้รับความเสียหาย จากเหตุการณ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ลักษณะทำนองเดียวกัน ได้เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ที่ ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายนับร้อยหลังคาเรือน ซึ่งประชาชนจำนวน 564 ครอบครัวได้ร้องขอให้สภาทนายความเข้าช่วยเหลือดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย จากเจ้าของโรงงานเก็บพลุและผู้ก่อเหตุ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล จ.นราธิวาส