น.ส.ศรัณยภัคร สุภัชชามนัสนันท์ เจ้าของบริษัท NGL เมอร์เซเดสเรนทรัลคาร์ล จำกัด กล่าวว่า ตนเองมีรถให้เช่ากว่า 10 คัน รถที่ถูกโจรกรรมไปเป็นรถยนต์โตโยต้า รุ่น Alphard สีขาว ได้ติดตาม GPS มาที่อำเภอแม่สอด โดยพยายามหารายละเอียดทุกอย่าง โดยได้ข้ามไปฝั่งเมียนมาเองเพื่อดูรถ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจไปดูแล้วไม่เจอ แต่เราก็มั่นใจว่ารถจอดอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง
"เราเช็กมาตรงตาม GPS ของเราแน่นอน จึงข้ามไปฝั่งพม่าเพียง 15 นาทีก็เจอรถเลย เช็กรายละเอียดเท่าที่ทำได้ โดยมีการเจรจาขอถ่ายรถคืน โดยฝ่ายนั้นได้ยื่นข้อเสนอมา ในราคา 1,040,000 บาท"
น.ส.ศรัณยภัคร กล่าวอีกว่า มีการเจรจาขอร้องเขาทุกอย่าง เขาให้เวลาเราหาเงิน 3 วัน พอครบกำหนดนัด เขามายืนรอที่ท่าข้าม แต่เงินเราไปพอ ก็เจรจาอีกรอบ ได้เวลาในการหาเงินเพิ่มอีก 5 วัน จนหาเงินมาไถ่รถกลับคืน ในราคา 1,030,000 บาท ตอนนี้รับรถกลับคืนมาแล้ว ตรวจเช็กรถพบว่ามีการเปลี่ยนป้ายทะเบียน สภาพรถเขลอะไปด้วยขี้โคลน
จากนั้นได้นำรถไปแจ้งความที่ สภ. แม่สอด ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบดูมีสิ่งผิดกฎหมายภายในรถซุกซ่อนไว้หรือไม่ แล้วก็แจ้งความว่า เราได้คิดตามรถที่ถูกโจรกรรมกลับคืนมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างยากลำบากที่จะนำรถที่ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนขนกลับกรุงเทพฯ ต้องผ่านด่านทหาร 4 ด่าน ถูกเรียกทุกด่าน ก็เลยนำเอกสารแจ้งให้เขาดูว่าเราถูกโจรกรรมรถและไปไถ่รถคืนมา
ขณะที่ นางสาวชลธิชา ชัยชิต บริษัท ลุกซ์ คาร์ เร้นท์ จำกัด กล่าวว่า สำหรับรถของตนเองที่ถูกโจรกรรมไปนั้น เป็นรถ Toyota รุ่น Alphard สีขาว เช่นเดียวกัน ได้มีการเรียกร้องให้เราไปไถ่รถคืน ในราคาครั้งแรกที่ตั้งไว้ 1 ล้านบาท
แต่หลังจากที่เราไม่นำเงินไปถ่ายคืนสักที ทางกลุ่มมิจฉาชีพ ก็ได้เพิ่มค่าไถ่สูงขึ้นเป็น 1,300,000 บาท และล่าสุดขยับเป็น 1,500,000 บาท มีการถอด GPS ในรถของเราออกหมด ก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะนำรถไปขายต่อหรือไม่ หรือนำไปให้ใคร
“ทางเราเชื่อว่ากระบวนการโจรกรรมรถน่าจะเป็นคนไทย นำไปขาย 3-4 แสนบาท แล้วมาเรียกค่าไถ่ จากเราเป็นหลักล้านบาท เพื่อเอากำไรก็เป็นไปได้”
สำหรับรถที่ถูกเรียกค่าไถ่ ถ้าซื้อรถถูกต้องตามกฎหมายของฝั่งโน้น อยู่ที่คันละ 1,200,000 บาท ไม่เกินกว่านี้ อยากเรียกร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูเรื่องการตรวจสอบเวลารถจะออกไปต่างจังหวัด ว่ารถติดไฟแนนซ์อยู่หรือเปล่า หรือชื่อผู้ครอบครองเป็นชื่อเดียวกับคนที่ขับมาหรือเปล่า อยากให้ตรวจสอบให้ละเอียด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดซ้ำขึ้นอีก
ทั้งนี้ ถ้าเป็นไปได้อยากให้ มีกล้องวงจรปิด ที่สามารถใช้งานได้จริงๆทุกพื้นที่ แล้วอยากให้ผู้กระทำผิดได้รับการลงโทษตามกฏหมายให้ถึงที่สุด