กระทั่งล่าสุดเมื่อประมาณปี 64 มี จนท.รัฐ หลายคน รวมถึงทนายความ มาหลอกจะช่วยฟ้องร้อง ขอแบ่งสิทธิในที่ดินมรดกของครอบครัว หลังจากที่พ่อแม่ได้เสียชีวิต แต่พี่สาวที่ได้สิทธิ เป็นผู้ดูแลมรดก ไม่ยอมแบ่งให้พี่น้องทั้ง 6 คน จนต้องมีการฟ้องร้อง
ซึ่งช่วงที่มีการเดินเรื่องฟ้องร้อง ต้องยอมขายโรงสี หมูที่เลี้ยงไว้ และจำนองบ้านกับนายทุน เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในการเดินเรื่องฟ้องร้อง จนทุกวันนี้แทบหมดตัว แถมเป็นหนี้ทั้งในนอกระบบ สะสมอีกกว่า 3 ล้านบาท แต่เรื่องก็ยังไม่มีวี่แววว่า จะได้ที่ดินไปทำมาหากินเลย เคยไปร้องขอความเป็นธรรม จากหลายหน่วยงาน แต่ไม่มีใครช่วยเหลือเลย
กระทั่งวานนี้ (23 พ.ย.) เป็นวันที่ทนายความ นัดมาศาลเพื่อพูดคุยเรื่องคดีที่ดินมรดก แต่ทนายกลับไม่มา ทำให้เกิดความเครียด จึงไปซื้อน้ำมันใส่แกลลอนมา 5 แกลลอน พร้อมพลุ ประทัด ตั้งใจจุดไฟเผาตัวเองในรถ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และให้ผู้มีอำนาจได้รับรู้ และอยากให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่ถูกโกง ไม่ได้เจตนาจะทำลายทรัพย์สินราชการหรือทำอันตรายบุคคลอื่น
ขณะที่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ เตรียมเรียกนายมานพ และพยานที่เกี่ยวข้อง มาสอบปากคำ หากพยานหลักฐานชี้ชัดได้ว่า นายมานพ มีเจตนาขับรถพุ่งชนสถานที่ราชการ และวางเพลิง ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ฐานทำให้ทรัพย์สินราชการเสียหาย และวางเพลิงเผาทรัพย์
ต่อมา ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านของนายมานพ ที่ อ.พุทไธสง พบ นางเสาร์ ยอดมงคุณ อายุ 64 ปี พี่สาวนายมานพ ที่เล่าถึงความเครียดของน้องชายว่า น้องชายเคยไปซื้อรถที่เต็นท์รถแห่งหนึ่ง ที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเจ้าของเต็นท์ ให้เอาโฉนดไปค้ำประกันไว้ก่อน แล้วเอารถมาทดลองขับ หากไม่พอใจให้เอาไปคืนได้ จากนั้นน้องชายได้เอารถไปคืนเพราะเกรงว่า จะส่งงวดไม่ไหว เมื่อทวงถามโฉนดที่ดินที่เอาไปค้ำไว้ เจ้าของเต็นท์ได้บ่ายเบี่ยงอ้างว่า อยู่ระหว่างเอากลับคืน
แต่ปรากฏว่า เวลาผ่านไป มีคนเอาป้ายไปติดไว้บนที่นา 6 ไร่ของน้องชาย ประกาศขาย 800,000 บาท จึงเริ่มวิ่งเต้นหลายทาง เพื่อต้องการเอาที่นาของตนคืน แต่ไม่สำเร็จ เจ้าของเต็นท์รถไม่ยอม
จากนั้นได้เดินทางไปร้องทุกหน่วยงาน ที่คิดว่าจะช่วยได้ สุดท้ายมีคนแนะนำให้ไปสมัครเป็นสมาชิก "สำนักงานตรวจสอบอำนาจรัฐ" (สตร.) สำนักงานตั้งอยู่ที่ ต.ลำนารายณ์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี กลุ่มนี้อ้างว่า สามารถติดต่อกับวังช่วยได้ทุกเรื่อง สุดท้ายมาเป็นแบบนี้
ด้าน นายหนา มาลี อายุ 66 ปี พี่ชายนายมานพ กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นน้องชายไปสมัครเป็น สตร. มีชุดใส่คล้ายกับตำรวจ เอามาใส่อ้างว่า ใส่แล้วตำรวจไม่จับ เสียค่าสมัคร 1,500 บาท เครื่องแต่งกายอีก 2,500 บาท ตอนนั้นมีชาวบ้านสมัครเป็นสมาชิกเป็นจำนวนมาก
แต่ต่อมา น้องชาย ได้ไปติดต่อ สตร. เพื่อให้หาทางช่วยเหลือที่ดินที่กำลังถูกบังคับคดีขาย ปรากฏว่า สตร.เรียกเอาเงิน 400,000 บาท น้องชายก็หาให้ แต่เรื่องไม่เดินไปถึงไหน พยายามทวงถาม กลับต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางอีกครั้งละ 3,000 - 5,000 บาทเรื่อยมา สุดท้ายกลายเป็นถูกหลอก เคยไปร้องเรียนที่ตำรวจภูธรจังหวัดบุรัมย์มาแล้ว เกี่ยวกับ สตร.
นายหนา กล่าวด้วยว่า เห็นน้องชายเครียดเรื่องที่ดินถูกบังคับคดีขายมานาน จนกระทั่งระยะหลังบอกว่า จะฆ่าตัวตาย ที่หน้าศาลากลาง หรือจุดใดจุดหนึ่ง ไม่คิดว่าจะไปก่อเหตุที่สำนักงานบังคับคดี
ข่าว : สุรชัย พิรักษา / เรืองรุจ วังแจ่ม จ.บุรีรัมย์