จากนั้นผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ไร่กัญชาของนายศักดิ์ ซึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกัน โดยนายศักดิ์ เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังว่า ตนศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกกัญชาออร์แกนิค มานาน หลังจากรัฐบาลปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดได้ยื่นขอใบอนุญาตปลูกและหาตลาดไว้รอเพื่อจะปลูกส่งลูกค้า โดยลงทุนปลูก 2,000 ต้น บนเนื้อที่ 2 ไร่ ในจำนวนนี้ตามที่ตนคาดการณ์ไว้ จะขายกัญชาได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท
ต่อมาได้มีนายต้อ มาขอทำงานด้วย ตนก็รับไว้เพราะเห็นเป็นคนบ้านเดียวกันมาผิดสังเกต ในช่วงระยะหลัง เพราะเข้าออกฟาร์มไม่ตรงเวลา อยากหยุดก็หยุด โดยเฉพาะไม่ถามหาเงินเดือน แต่มาสวนทางกับต้นกัญชาที่กำลังออกช่อ บางส่วนเฉาตาย บางส่วนไม่เจริญเติมโตตามเป้า
ในฐานะที่ศึกษาเรียนรู้เรื่องนี้มานาน เอาดินและกัญชาไปตรวจ พบว่ามีกรดอยู่ในต้นกัญชา ในน้ำ ไม่เว้นแท้งค์น้ำ เมื่อตรวจสอบเชิงลึก พบว่า เป็นน้ำกรดสำหรับหยอดน้ำยางพารา แต่ไม่มีใครที่จะเข้ามาทำแบบนี้ได้ นอกจากนายบุญส่ง เพียงคนเดียว เพราะคนที่เข้าไร่ตนได้ อีกหนึ่งคนเป็นน้องชาย
"ยอมรับว่าไปจับมาแล้วทำร้ายจริง เมื่อเค้นแล้วนายบุญส่ง ก็ยอมรับว่าทำจริงตามคลิปภาพที่ถ่ายไว้ ถึงเวลานี้สารภาพว่าทำร้ายจริง ยอมรับผิดให้ดำเนินการทางกฎหมาย ที่ทำไปเพราะแค้นใจ จากที่ตั้งเป้าเอาไว้จะขายกัญชาได้ประมาณ 30 ล้าน แต่ตอนนี้มีมูลค่าความเสียหายแล้วไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ถึงเวลานี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่านายต้อ ทำไปเพื่ออะไร" นายศักดิ์ กล่าวในที่สุด
ขณะที่ นายเจือน แมลงพันธ์ อายุ 60 ปี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ต.โคกว่าน ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นผู้จ้างวาน ได้ออกมาระบุว่า ตอนแรกเห็นสภาพนายต้อ รู้สึกสงสาร เพราะถูกทำร้าย ต้องปล่อยให้กระบวนทางกฎหมายดำเนินไป เพราะนายต้อ ได้ไปแจ้งความแล้ว แต่ตนติดใจที่นายต้อ เอาชื่อตนไปอ้างว่าเป็นคนว่าจ้างให้เอาน้ำกรดไปหยดใส่ต้นกัญชา
" ส่วนตัวถือว่าได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ทั้งที่ไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจของเขา หรือการกระทำของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หลังจากนี้จะปรึกษานักกฎหมาย หากพบว่าตนเสียหายจะแจ้งความเอาผิดเช่นเดียวกัน "
ข่าวและภาพ : เรืองรุจ วังแจ่ม
สำนักข่าวเนชั่น จ.บุรีรัมย์