นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากไม่มีการทบทวนเรื่องดังกล่าว ตนเกรงว่าทุกคนจะจดจำว่าภายใต้การนำของนายโสภณกำลังถูกแปลงสภาพให้เป็นสาขาย่อยของรัฐบาล และกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่ควรจะมีภายใต้ระบอบประชาธิปไตยคงจะถูกทำลายลงและกำลังจะเข้าสู่สภาวะที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด เข้าข่ายความพยายามที่สีน้ำเงินจะกินรวบทุกสถาบันทางการเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกล่าวหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เมื่อถามว่า มองว่าคำสั่งนี้จะกระทบการทำงานของคณะกรรมาธิการอย่างไรบ้าง เพราะที่ผ่านมาจะมีปัญหาในการทำงานระหว่างกรรมาธิการของฝ่ายค้านกับรัฐบาลอยู่แล้ว นายพริษฐ์ กล่าวว่า ความพยายามตรงนี้ตนคิดว่าเจตนาชัดเจนว่าเป็นความพยายามที่จะทำลายกลไกการตรวจสอบของสภาฯ โดยเฉพาะของฝ่ายค้าน เพราะนอกจากจะขัดต่อหลักการเดิม และทำให้ความคล่องตัวของกรรมาธิการน้อยลงแล้ว ยังเปิดช่องให้ สส. รัฐบาลที่เป็นกรรมาธิการสามารถปิดกั้นการตรวจสอบทุกเรื่องที่อาจจะเกี่ยวข้องกับคนของรัฐบาลได้
เมื่อถามว่า จะใช้ช่องทางไหนในการที่จะให้ประธานสภาฯ ทบทวนคำสั่งดังกล่าว นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในวิปฝ่ายค้าน ถ้าทุกฝ่ายเห็นตรงกัน ฝ่ายค้านคงมีการทำหนังสืออย่างเป็นทางการยื่นให้กับประธานสภาฯ เพื่อขอหารือเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ออกมา ก่อนที่จะมีการบังคับใช้ และทาง สส. พรรคประชาชนได้มีการยื่นญัตติไปแล้วเมื่อปลายเดือน ต.ค. เพื่อให้ที่ประชุมสภาฯ เสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงการทำหน้าที่ของประธานและรองประธานสภาฯ สืบเนื่องจากกรณีก่อนหน้านี้ แต่เมื่อมาถึงวันนี้คงต้องรวมคำสั่งของประธานสภาฯ ไปด้วย
เมื่อถามว่าร่างข้อบังคับการประชุมสภาที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ จะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ทางคนในรัฐบาลพยายามจะใช้ทำลายกลไกตรวจสอบถ่วงดุลของสภาฯ เพราะสาระของร่างแก้ไขข้อบังคับหลายเรื่องสอดรับกับแนวปฏิบัติของประธานสภาฯ ที่ประกาศออกมาล่าสุด โดยเฉพาะการเสนอแก้ไขข้อบังคับว่า การดำเนินการทุกเรื่องของคณะกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุเรื่อง การเชิญหน่วยงาน หรือแม้กระทั่งการแถลงข่าว จะต้องเป็นมติของที่ประชุม