“สุรชาติ” กางพลวัตสงคราม แต่ตระหนักยังไม่พอ!
อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข เห็นต่างจากนายกฯ อนุทิน คือมองว่า รัฐบาลควรทำมากกว่าแค่บอกประชาชนว่า “ตระหนักแต่ไม่ต้องตระหนก” เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้มีความสำคัญอย่างมาก กล่าวคือ
• ได้เวลาเตรียมตัวรับมือกับภัยความมั่นคงชุดใหม่
• เป็นภัยที่มีความหลากหลาย เรียกว่า “ภัยคุกคามผสม” หรือ Hybrid Threat
• ไม่ใช่แค่ภัยคุกคามทางทหารในแบบเดิม แต่มีภัยแบบอื่น ๆ ที่เกิดคู่ขนานในบริบทปัจจุบัน
ทุกรัฐ รวมถึงไทย ต้องเผชิญหน้ากับโจทย์ความมั่นคงที่ท้าทายอย่างมาก
พลวัตของสงครามในศตวรรษที่ 21
อาจารย์สุรชาติ ระบุว่า หากพิจารณาเฉพาะ “สงคราม” ในศตวรรษที่ 21 ก็มีพลวัตของสงครามหลากหลายรูปแบบ
• สงครามก่อการร้าย (อัลกออิดะห์ และเหตุการณ์ 9/11)
• สงครามอสมมาตร (รัฐต่อสู้กับตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ เช่น อิสราเอลกับฮามาส หรือแม้แต่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย)
• สงครามระหว่างรัฐแบบเดิม (เช่น สงครามยูเครน ซึ่งอาจขยายเป็นสงครามของรัฐยุโรป)
ผลเชิงลบ...กระทบกว่าที่คิด
อาจารย์สุรชาติ วิเคราะห์ต่อว่า ผลเชิงลบจากพลวัตของสงครามมีมากกว่าที่คิด ยกตัวอย่าง...สงครามตะวันออกกลาง กระทบกับความมั่นคงด้านพลังงานของโลก ขยายวงเป็นวิกฤตค่าครองชีพของทั้งโลก นอกจากนี้สงครามในตะวันออกกลางยังเชื่อมโยง “การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์” ทำให้เกิดภาวะตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ กระทบมาตรการกีดกันทางการค้า ใช้การค้าเป็นเครื่องมือแข่งขันและปิดล้อมกัน
นอกจากนั้น สงครามยังมีภัยคุกคามทับซ้อน นั่นคือ “ภัยแบบไฮบริด” (Hybrid Threat) หมายถึงสงครามที่มองไม่เห็น เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ มุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญในโลกดิจิทัล และที่น่ากลัวคือ ใช้ AI เป็นเครื่องมือโจมตี
ขณะที่ภัยธรรมชาติก็ร้ายแรงไม่แพ้ภัยสงคราม
เปิดความหมายของการเตรียมพร้อม 72 ชั่วโมง
• การเตรียมตัวรับมือ 72 ชั่วโมง เท่ากับ 3 วัน
• เป็นมาตรฐานของยุโรปและญี่ปุ่น หมายถึงเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน รัฐจะเข้าถึงและช่วยเหลือได้ใน 3 วัน
• ฉะนั้น ถ้าประชาชนอยู่ได้ ช่วยตัวเองได้ จะลดภาระของรัฐและลดความสูญเสีย
“แต่ในบริบทของไทย ผลของภัยธรรมชาติทั้งในกรุงเทพฯ หรือในปราจีนบุรี เห็นได้ชัดว่า อาจจะต้องเตรียมถึง 30 วัน กลไกรัฐบาลจะเข้าไปได้จริง เพราะถ้า 3 วันในมาตรฐานยุโรป อดตายแน่นอน!”