รื้อที่มางบ "ไทยพีบีเอส" จากภาษีบาป เป็นงบประมาณแผ่นดิน
01 ต.ค. 2569 | thunchanok_kul

“ศุภชัย” มือกฎหมายภูมิใจไทย ชงร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ใหม่ เปลี่ยนที่มาเงินจาก “ภาษีบาป” มาเป็นงบประมาณแผ่นดิน ย้อนเหตุผลยุคก่อตั้ง หวั่นเป็นกรมประชาฯ สาขา 2
ข่าว
01 ต.ค. 2569 | thunchanok_kul

“ศุภชัย” มือกฎหมายภูมิใจไทย ชงร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ใหม่ เปลี่ยนที่มาเงินจาก “ภาษีบาป” มาเป็นงบประมาณแผ่นดิน ย้อนเหตุผลยุคก่อตั้ง หวั่นเป็นกรมประชาฯ สาขา 2
KEY
POINTS
1 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะทำงาน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่...) พ.ศ. … เข้าสู่กระบวนการของรัฐสภา และถูกระบุว่าเป็น "ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน" โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้นำร่างดังกล่าวขึ้นเปิดรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 อย่างเป็นทางการ โดยมีระยะเวลาเปิดรับฟังความเห็นตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎร (แสดงความคิดเห็นที่นี่ https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=629 )
โดยสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัตินี้ คือ
ส่วนเหตุผลในการเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ให้เหตุผลว่า “ต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ”
มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 บัญญัติว่าการเสนอกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้จัดเก็บภาษีอากร หรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น หรือเพื่อการหนึ่งการใดเป็นการเฉพาะจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีการจัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ซึ่งแม้มาตรา 82 ของกฎหมายดังกล่าวจะบัญญัติว่าบทบัญญัติมาตรา 26 มิให้ใช้บังคับกับกฎหมายที่กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้และยังมีผลใช้บังคับอยู่ก่อน วันที่พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติสำหรับใช้เฉพาะกาล สมควรยกเลิกบทบัญญัติของกฎหมายที่ขัดหรือแย้งกับหลักการ รักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ
โดยเฉพาะบทบัญญัติของกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้นำเงินรายได้จากผู้มีหน้าที่เสียภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุราและยาสูบเป็นเงินบำรุงโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อให้การรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐเป็นมาตรฐานเดียวกัน
"จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้โดยมีสาระสำคัญคือการเปลี่ยนแหล่งรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี"
เจาะเหตุผลหลักทำไม “ไทยพีบีเอส” ต้องรับเงินภาษี
อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนดูเหตุผลสำคัญที่สุดที่สื่อสาธารณะอย่าง ThaiPBS ถูกออกแบบให้ใช้รายได้จากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ (Earmarked Tax) แทนการรองบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น คือ การประกันความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองและกลุ่มทุน
จึงเกิดคำถามว่า หาก ThaiPBS ต้องจัดทำคำของบประมาณแผ่นดินประจำปี องค์กรจะต้องผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ซึ่งหมายความว่ารัฐบาล หรือนักการเมืองที่กุมอำนาจในขณะนั้นสามารถใช้ “การตัดงบประมาณ” เป็นเครื่องมือต่อรอง ข่มขู่ หรือแทรกแซงการนำเสนอข่าวที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ใช่หรือไม่
เมื่อการพยายามผลักดันเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลมีสารพัดปัญหารุมเร้า ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ ภัยพิบัติ และความเชื่อถือศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม สื่อของรัฐที่ทำหน้าที่ในปัจจุบันไม่ได้ตอบสนองต่อการเป็นเครื่องมือได้มากเพียงพอในการนำเสนอภาพมุมบวกต่อรัฐ ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนสื่อสาธารณะ มาเป็นสื่อของรัฐในอนาคตหรือไม่
ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาว่ารัฐบาลมีแนวคิดในการควบรวม อสมท. (ช่อง 9) เข้ากับ ThaiPBS เนื่องจากภาวะขาดทุนของ อสมท. ซึ่งประเด็นดังกล่าวดูเหมือนจะมีปัญหาเรื่องความเป็นไปได้ในทางกฎหมายอยู่พอสมควร จนมาสู่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ สส.ฝ่ายรัฐบาล ที่ยื่นเสนอแก้กฎหมายว่าด้วยที่มาของงบประมาณสื่อสาธารณะในครั้งนี้