เนชั่นทีวี

ข่าว

"จรัญ" ชี้ช่องยื่นผู้ตรวจการฯ ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ล้ม สว. 200 คน

30 ก.ย. 2569 | titayu_pur

"จรัญ" ชี้ช่องยื่นผู้ตรวจการฯ ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ล้ม สว. 200 คน

จรัญ ภักดีธนากุล ชี้ช่องล้ม สว. 200 คน ใช้คำพิพากษาศาลฎีกายื่นผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญฟัน พร้อมหนุนใช้เครื่องจับเท็จสอบพยานกลับคำ

จรัญ ภักดีธนากุล ชี้ช่องล้ม สว. 200 คน ใช้คำพิพากษาศาลฎีกายื่นผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญฟัน พร้อมหนุนใช้เครื่องจับเท็จสอบพยานกลับคำ

KEY

POINTS

  • ฟ้องปกติไม่ล้มระบบ: คดีอาญาหรือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งใช้เวลานาน 3-5 ปี เอาผิดได้แค่รายคน แต่ไม่อาจล้มระบอบฮั้ว สว. หรือกระทบ สว. สำรองได้
  • หนุนใช้เครื่องจับเท็จ: เชียร์ศาลฎีกาฯ ใช้อำนาจไต่สวนเข้ม ตรวจเส้นทางการเงินและใช้เครื่องจับเท็จสอบพยานกลับคำเพื่อเค้นความจริงทางวิทยาศาสตร์
  • ทางรอดเดียวส่งศาล รธน.: นำคำพิพากษาศาลฎีกายื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่าขัดรัฐธรรมนูญ ม.107 เพื่อสั่งเลือกใหม่ ล้ม สว. ทั้ง 200 คน

30 กันยายน 2569 จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวในเสวนาที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภา เปิดพิมพ์เขียวผ่าวิกฤต คดีฮั้ว สว. โดยระบุว่า กระบวนการเอาผิดรายบุคคลใช้เวลานาน และไม่อาจล้มระบบฮั้วได้ จึงเสนอให้รอคำพิพากษา ศาลฎีกา ก่อนนำหลักฐานยื่นตรงต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งเลือกตั้งใหม่และ ล้มกระดาน สว. ทั้ง 200 คน

 

นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวบนเวทีเสวนา “โครงการราชบัณฑิตยสภานำความรู้สู่สังคม” เรื่อง “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” ซึ่งสำนักงานราชบัณฑิตยสภาจัดขึ้น กล่าวถึงกระบวนการฮั้ว สว. ว่า ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่าไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเห็นว่ามีความผิดพลาดตั้งแต่การวางระบบตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ซึ่งยังเป็นของใหม่ รวมถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ชุดใหม่ ที่ไม่เคยดำเนินการในระบบนี้มาก่อน ซึ่งไม่กระชับ ไม่รัดกุม และไม่สามารถปล่อยไว้เช่นนี้ได้ เพราะจะขึ้นอยู่กับว่าสีใดหรือกลุ่มไหนฮั้วเก่งกว่ากัน คนที่ฮั้วไม่เก่งก็จะได้น้อย คนที่ฮั้วเก่งก็จะได้เยอะ ฉะนั้นจะต้องเปลี่ยนระบบ

 

แต่การเปลี่ยนจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนเชื่อว่าอีก 5 ปีก็ไม่สำเร็จ เพราะกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมในการแก้ไขอำนาจองค์กรอิสระมีตัวล็อกไว้หลายตัว แต่การจะทำให้บรรลุความเห็นร่วมของประชาชนที่เกี่ยวข้องที่ไม่ได้เป็นฝักฝ่ายให้ได้ผลภายใน 3 ปี ก่อนอายุ สว. ชุดนี้จะครบวาระ 5 ปี เพราะการดำเนินการทางกฎหมายตั้งแต่ต้นไปผิดทาง ทั้งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่มีทางที่จะล้มระบอบ สว. สีน้ำเงินได้

นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

 

เพราะศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แม้จะไต่สวนพยานอื่น หากพบว่ามีความผิดทั้ง 77 คน ก็เพียงเพิกถอนสิทธิผู้ถูกร้อง 77 คน ไม่ได้กระเทือนระบบสีน้ำเงิน และตนเชื่อว่ากว่าศาลฎีกาฯ จะไต่สวนแต่ละคนเสร็จ น่าจะใช้เวลาถึง 3 ปี เว้นแต่ศาลจะเร่งรัด อาจจะเสร็จภายใน 1 ปี หรือใช้การไต่สวนอย่างเข้มงวด เรียกพยานหลักฐาน เส้นทางการเงิน พยานกลับคำ 3 ตลบ หรือใช้เครื่องจับเท็จ เพื่อสอบพยานว่าจุดใดเป็นเท็จหรือเป็นจริง ศาลฎีกาฯ ก็มีอำนาจทั้งหมด เพราะถือเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ สามารถประกอบการพิจารณาได้

 

ส่วนหาก 77 คน ที่มีผู้ที่เป็น สว. ด้วยนั้น นายจรัญ เห็นว่าแม้จะหลุดจากตำแหน่งก็ไม่กระเทือน เพราะยังมี สว. สำรองที่เลื่อนขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทนได้ ระบบสีน้ำเงินก็ไปต่อ และยิ่งดำเนินคดีอาญา ตนเห็นว่าอย่างเร็วที่สุด 5 ปี ซึ่งถือเป็นจุดเสื่อมของระบอบประชาธิปไตย ทั้งที่หัวใจสำคัญคือการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรม ดังนั้นจะปล่อยอย่างนี้ไม่ได้ และจะต้องเร่งแก้ปัญหาด้วยการไปศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นศาลเดียวที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบระบบเลือกตั้งว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ สามารถสั่งให้มีการเลือกใหม่ ล้มทั้งสภาได้

ส่วนจะให้คำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไรนั้น นายจรัญ เห็นว่าคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งหากศาลเร่งรัด สส. ทั้ง 500 คน ก็ตกงานได้หมด แต่ตนก็เห็นด้วยกับผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคำร้องดังกล่าว เพราะไม่มีประเทศใดที่ล้มการเลือก สส. เพราะเหตุการใช้เครื่องหมาย และยังมีระบบป้องกันหลายชั้น แต่หากคดีฮั้ว สว. ใช้แนวทางเดินคดีแบบคำร้องคิวอาร์โค้ด ใช้เวลาเพียง 9 เดือน ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยแล้ว รวมถึงก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังตีตกคำร้องของ สว. สำรองที่ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้วนั้น แต่วิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญมีช่องทางอยู่แล้ว ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินที่คล้อยตามผู้ร้อง 22 คน ที่เห็นปัญหาบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และศาลรัฐธรรมนูญยังเห็นว่า เป็นการร้องจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งไม่มีช่องทางอื่นให้ผู้ตรวจการดำเนินการแล้ว

 

ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับคำร้อง ดังนั้นหากผู้ตรวจการแผ่นดินรับคำร้องผู้เสียหายในคดีฮั้ว สว. และตนยังเห็นหลักฐานตั้งแต่การประกาศผลการเลือก สว. ทั้งโพยตามห้องน้ำ ฯลฯ ฉะนั้นผู้ตรวจการแผ่นดินไม่อาจตีตกเรื่องนี้ได้ แต่ก็ยังไม่แน่ใจเช่นกัน เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินก็ตีตกคำร้องที่เกี่ยวข้องมาแล้วถึง 3 ครั้ง จนผู้เสียหายต้องไปยื่นตรงกับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลก็ตีตกคำร้อง เพราะไม่มีอำนาจ

 

นายจรัญ ยังกล่าวถึงการพิจารณาคดีฮั้ว สว. ในชั้นศาลฎีกาว่า หากศาลฎีกาใช้อำนาจเรียกพยานหลักฐานที่ศาลฎีกาเห็น ทั้งเส้นทางการเงินที่ กกต. ตีตกไม่รับหลักฐานจาก DSI ซึ่งตนก็ไม่เห็นเหตุผลว่าเหตุใดที่ กกต. จะไม่รับหลักฐาน เพราะถือเป็นหลักฐานสำคัญในการรับฮั้วกันทุจริต แต่สำหรับศาลฎีกาฯ ตนมั่นใจว่าศาลจะเรียกเส้นทางการเงินแน่ เพราะไม่ใช่เพียงผู้ถูกร้อง 77 คน หรือ 229 คน แต่สามารถโยงได้ทั่วถึง พร้อมยังสนับสนุนให้ศาลฎีกาฯ ใช้เครื่องจับเท็จ เรียกพยานบุคคลที่กลับคำให้การ 3 ตลบ ซึ่งหากพยานไม่ยินยอม ให้สันนิษฐานทางใดทางหนึ่งไว้ก่อน รวมถึงยังสามารถตรวจสอบการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้

 

ซึ่งหากศาลฎีกาตรวจสอบแล้วได้ข้อมูลความเชื่อมโยงมากกว่า 77 คน ศาลก็ยังไม่สามารถวินิจฉัยบุคคลนอกเหนือจากผู้ถูกร้องได้ แต่คำพิพากษาของศาล ผู้เสียหายสามารถนำไปร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้ว่ามีหลักฐานการฮั้วกันทั้งระบบ มีการจัดตั้งมากกว่า 1 แหล่ง หากผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตนมั่นใจว่าศาลจะไม่สามารถไม่รับคำร้องผู้ตรวจการได้ และตนมั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยอย่างเร็วภายใน 1 ปี หรือ 6 เดือน ซึ่งพยานหลักฐานตกผลึกแล้ว แต่ศาลจะวินิจฉัยอย่างไรนั้น ตนก็ขออ้างอิงรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 ที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งจะต้องสุจริตและเที่ยงธรรม เมื่อมีหลักฐานว่าไม่สุจริต การเลือก สว. ก็จะต้องขัดต่อรัฐธรรมนูญ และหาก กกต. จัดการเลือก สว. ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ขัดแย้งรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญมาตรา 224 (2) การเลือก สว. ครั้งนั้น ก็จะไม่สามารถใช้บังคับได้ ตกงานทั้ง 200 คน 

นายจรัญ ยังกล่าวเตือนด้วยว่า อย่าไปกังวลเรื่องการเล่นงาน กกต. และอย่าปลุกระดมมวลชนลงถนน เพราะไม่ได้ช่วยอะไรและทำร้ายระบอบประชาธิปไตย เพราะม็อบไม่ใช่ประชาธิปไตย พร้อมขออภัยว่าตนไม่เห็นด้วยกับการปลุกระดมมวลชน

 

 

ข่าวล่าสุด