เมื่อถามว่า จะยื่นร้อง กกต. ทั้ง 7 คนเลยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เบื้องต้นทุกคนที่อยู่ในข่ายที่เกี่ยวข้องจะถูกฟ้องทั้งหมด เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะไปไต่สวนการยื่นคำร้องของเราในครั้งนี้เป็นการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวน ดังนั้นในส่วนของพรรคประชาชนดูจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งสาระสำคัญคือ เรื่องที่ ป.ป.ช.เอง ควรจะเห็นเหมือนที่พวกเราเห็นว่า การดำเนินการในลักษณะนี้เป็นการทำกันเป็นขบวนการ ไม่สามารถพิจารณาเป็นรายเหตุการณ์หรือรายบุคคลได้ ถ้ามองในภาพรวมทั้งหมด เอาจิ๊กซอว์ทุกตัวมาต่อกัน ทำให้เห็นช้างทั้งตัว ก็จะเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริตจริงๆ
ทั้งนี้ นอกจากการฟ้องผ่าน ป.ป.ช ยังมีช่องอื่นอีกหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยากจะสนับสนุนผู้เสียหาย คือ คนที่เป็นผู้สมัคร หรือ สว.สำรอง ควรร้องไปยังศาลโดยตรง แต่ในฐานะพรรคประชาชนเราไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะใช้ช่องทางคำร้องได้ จึงต้องร้องผ่าน ป.ป.ช.
นายพริษฐ์ กล่าวเสริมว่า เราร้อง กกต.ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และไม่ทราบจากทาง กกต.ว่า มติที่ลงแต่ละครั้งใครลงมติอย่างไรบ้าง เพราะมีการเปิดเผยเฉพาะตัวเลข ว่า สั่งฟ้องใคร ไม่สั่งฟ้องใคร ในข้อกล่าวหาไหน เสียงของคณะกรรมการทั้ง 7 คนเป็นอย่างไร จึงตัดสินใจร้องคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คน ส่วนใครลงมติอย่างไร ที่จะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ ยังให้ทีมกฎหมายดูฐานความผิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบว่า ฐานความผิดไหนที่เราสามารถร้องในส่วนของอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ด้วยหรือไม่ อย่างพ.ร.บ.กกต. มาตรา 69 ระบุไว้ชัดเจน ว่าฐานความผิดครอบคลุม ไม่ใช่แค่กรรมการแต่รวมถึงอนุกรรมการด้วย เพราะทราบดีว่าในอนุฯชุดที่ 36 เสียงข้างมากซึ่งคาดว่าเป็นมติ 5 : 2 ลงความเห็น ว่า กกต. ไม่ควรสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว ซึ่งหนึ่งใน 5 คนที่เป็นเสียงข้างมากคือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล (ว่าที่อธิบดีดีเอสไอ) และการเสนอความเห็นว่าไม่ควรสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียวมันขัดกับหลักการหลักกฎหมายและหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ
สำหรับกรณีที่ มติ ครม.ครั้งล่าสุดตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีดีเอสไอ จะส่งผลต่อคดีโกงเลือก สว.หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นหนึ่งในประเด็นที่ สส.พรรคประชาชน แสดงความกังวลมาก่อนล่วงหน้า และ มติ ครม. ล่าสุดที่ออกมาก็เป็นเหตุให้เราต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ในห้วงเวลานี้หลังจากที่ กกต. มีมติสั่งฟ้องผู้กระทำความผิดไปแล้วบางส่วนไปที่ศาลฎีกาแม้ว่าจำนวน 77 คน อาจจะน้อยกว่าที่เราคิดไว้ แต่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตามมา คือ ในฝั่งของดีเอสไอนั้น จะต้องเดินหน้าการตรวจสอบของตัวเองต่อไป เพราะที่ผ่านมาดีเอสไอ เคยมีการสอบสวนและมีการสรุปสำนวนเสนอให้อัยการสั่งฟ้อง 8 คน ก่อนที่ทางอัยการจะตีกลับ เพราะเห็นว่าหากเป็นพฤติการณ์ที่ทำกันเป็นขบวนการ ไม่ควรที่จะสั่งฟ้องแค่ 8 คน แต่ควรจะมีการสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งที่ผ่านมาทางดีเอสไอรอมติจากทาง กกต. ก่อน ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือไม่ และเมื่อ กกต.มีมติออกมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 สั่งฟ้อง 77 คน ก็ชัดเจนแล้วว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น
ฉะนั้น บทบาทของดีเอสไอ จะมีส่วนสำคัญมาก ว่าจะมีการสอบสวนอย่างเข้มข้นและตรงไปตรงมาต่อไปหรือไม่ เพื่อขยายผลและนำผู้กระทำความผิดมารับผิดชอบทางกฎหมาย ดังนั้นการเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอ ในห้วงเวลานี้แล้วปรับเปลี่ยนมาเป็นนายปิยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุกรรมการ ชุดที่ 36 เลยเกิดเป็นข้อกังวล ว่าเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อพยายามจะทำให้การทำงานของ DSI เป็นคุณ ต่อคนในรัฐบาลหรือผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ นี่จึงเป็นประเด็นที่จะต้องตรวจสอบต่อไป และจะต้องเรียกร้องว่าไม่ให้มีการแทรกแซงการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในคดีนี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบและสอบสวนได้อย่างตรงไปตรงมา
เมื่อถามว่า มติ ครม.ดังกล่าว นำไปสู่การทำงานของดีเอสไอที่จะตัดจบในคดีอั้งยี่ซ่องโจรจากคดีฮั้ว สว.หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในข้อกฎหมายต้องไปดูในรายละเอียดว่าในเชิงความเหมาะสมทางการเมือง ตนคิดว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามใหญ่ๆว่า เป็นการแต่งตั้งเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ เพราะประวัติความเป็นมาของ ร.ต.อ.ปิยะ ก็คือเป็นหนึ่งในเสียงข้างมากของคณะอนุกรรมการ ชุดที่ 36 ที่เคยลงความเห็นสวนทางกับหลักฐานและสวนทางกับ ความคิดเห็นของคนในสังคมจำนวนมากในกรณีการเลือก สว.ไม่มีใครทำผิดแม้แต่คนเดียว
"ดังนั้นการตั้งคนที่เคยมีประวัติออกความเห็นเช่นนี้ มาคุมดีเอสไอในห้วงเวลาที่ดีเอสไอจะมีบทบาทสำคัญมากในการขยายผลและอำนวยความยุติธรรมให้กับคดีนี้ ผมคิดว่าเป็นคำถามใหญ่ถึงความเหมาะสมว่า เป็นการแต่งตั้งเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นคุณต่อรัฐบาลหรือไม่ และในฐานะฝ่ายค้านก็เป็นมุมหนึ่งที่เราจะเดินหน้าในการตรวจสอบแน่นอน" นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ยิ่ง กกต.ยืนยันว่า มีความผิดจริง ดีเอสไอก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เดินหน้าเรื่องนี้ต่อ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมาธิการองค์กรอิสระเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีมติในการบรรจุเรื่องนี้เป็นหนึ่งในระเบียบวาระของการประชุมสัปดาห์หน้า เพื่อเชิญฝั่งตัวแทนของ กกต.และตัวแทนดีเอสไอ ตัวแทนอัยการ ในการมาสอบถามและตรวจสอบเพิ่มเติม เรื่องนี้เราต้องตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ใช้อำนาจในทางที่มิชอบ เพื่อเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาในรัฐบาล