เนชั่นทีวี

ข่าว

"สว.เทวฤทธิ์" ยื่น กกต. จี้เปิดสำนวนคดี "ฮั้ว สว." คาใจถูกร้องแต่ "ไม่ถูกเรียกชี้แจง"

21 ก.ย. 2569 | natthanan_chu

"สว.เทวฤทธิ์" ยื่น กกต. จี้เปิดสำนวนคดี "ฮั้ว สว." คาใจถูกร้องแต่ "ไม่ถูกเรียกชี้แจง"

"สว.เทวฤทธิ์" ยื่น กกต. จี้เปิดสำนวนคดี "ฮั้ว สว." คาใจถูกร้องแต่ "ไม่ถูกเรียกชี้แจง" ความต่างคือ "เส้นเงิน" คือตัวชี้วัดสำคัญของคดี

"สว.เทวฤทธิ์" ยื่น กกต. จี้เปิดสำนวนคดี "ฮั้ว สว." คาใจถูกร้องแต่ "ไม่ถูกเรียกชี้แจง" ความต่างคือ "เส้นเงิน" คือตัวชี้วัดสำคัญของคดี

KEY

POINTS

  • บุกยื่น กกต. ขอเปิดสำนวน: "เทวฤทธิ์" จี้ขอความเป็นธรรมหลังพบชื่อถูกร้องฮั้ว สว. ทั้งที่ไม่เคยเรียกชี้แจง
  • แจงปมงานสัมมนาห้องจูปิเตอร์: ยอมรับไปร่วมงานจริงแต่ไร้การจัดเลี้ยง ลั่นเป้าหมายเพื่อแก้ รธน.
  • ชี้ "เส้นเงิน" คือตัวชี้วัด: ยันฝั่งตนรณรงค์เปิดเผย ความต่างของคดีอยู่ที่เส้นทางการเงิน
     

จากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกใบแถลงมติคดี "ฮั้ว สว." ซึ่งมีผู้ถูกร้อง 427 คน ไม่ใช่ 229 คน ตามที่ประธาน กกต. ระบุ โดยปรากฏชื่อ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย หรือ "สว.บัส" สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อยู่ในลำดับที่ 361 ในกลุ่มที่มี "มติเอกฉันท์" ให้ยกคำร้องในข้อกล่าวหาที่ 5 และสำนวนอื่นเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา จนเกิดกระแสฮือฮาหลังจากเจ้าตัวโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "รู้ตัวอีกทีก็ยกคำร้องไปแล้ว" นั้น

 

21 กันยายน 2569 ล่าสุด ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้เปิดเผยสำนวนการไต่สวน

 

โดย นายเทวฤทธิ์ ระบุว่า ต้องการทราบว่าตนเองถูกกล่าวหาในกรณีใด เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการเรียกจาก กกต. เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาหรือให้ข้อมูลแต่อย่างใด

 

"สว.เทวฤทธิ์" ยื่น กกต. จี้เปิดสำนวนคดี "ฮั้ว สว." คาใจถูกร้องแต่ "ไม่ถูกเรียกชี้แจง"

"สว.เทวฤทธิ์" ยื่น กกต. จี้เปิดสำนวนคดี "ฮั้ว สว." คาใจถูกร้องแต่ "ไม่ถูกเรียกชี้แจง" ความต่างคือ "เส้นเงิน" คือตัวชี้วัดสำคัญของคดี

 

"สว.เทวฤทธิ์" ยื่น กกต. จี้เปิดสำนวนคดี "ฮั้ว สว." คาใจถูกร้องแต่ "ไม่ถูกเรียกชี้แจง"

 

"สว.เทวฤทธิ์" ยื่น กกต. จี้เปิดสำนวนคดี "ฮั้ว สว." คาใจถูกร้องแต่ "ไม่ถูกเรียกชี้แจง"

 

“ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีถูกร้องเรื่องคุณสมบัติ ว่าไม่ได้เป็นนักข่าวมาเกิน 10 ปี ซึ่งตนได้นำเอกสารหลักฐานเข้าไปชี้แจง และ กกต. มีมติยกคำร้องไปแล้ว แต่สำหรับกรณีล่าสุด ตนไม่เคยถูกเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหา ก่อนจะมาพบชื่อของตัวเองอยู่ในสำนวน และภายหลังจึงทราบว่า กกต. มีมติยกคำร้อง โดยนอกจากตนเองแล้ว ยังมี อ.นันทนา นันทวโรภาส สว. ที่ยื่นคำร้องมาพร้อมกัน ผมรู้สึกไม่เป็นธรรมที่เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา จึงอยากขอความเป็นธรรมให้เปิดเผยสำนวน จะได้รู้ว่าถูกข้อกล่าวหาอะไร” นายเทวฤทธิ์ กล่าว

 

🔵แจงปมงานสัมมนาห้องจูปิเตอร์ ยืนยันไร้การจัดเลี้ยง

 

นายเทวฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ยังไม่มั่นใจว่าตนถูกกล่าวหาในประเด็นการจัดเลี้ยงหรือข้อหาอื่น แต่หากเป็นกรณีการจัดเลี้ยง ยอมรับว่าเคยเดินทางไปที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานีจริง แต่ไม่ทราบว่าเป็นกรณีเดียวกับที่ถูกร้องหรือไม่ จึงเดินทางมายื่นหนังสือเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและขอให้เปิดเผยสำนวน หากพิจารณาจากรายชื่อผู้ที่ปรากฏในลิสต์ เช่น อ.นันทนา และ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ ก็อาจสันนิษฐานได้ว่าเกี่ยวข้องกับกรณีห้องจูปิเตอร์ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นกรณีเดียวกันหรือไม่

 

เมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์วันที่เข้าร่วมสัมมนาที่ห้องจูปิเตอร์ ซึ่งมีการใช้ริสต์แบนด์แบ่งสถานะผู้เข้าร่วมงานระหว่างผู้ที่ผ่านเข้ารอบกับผู้ที่ตกรอบ นายเทวฤทธิ์ ระบุว่า เป้าหมายของการสัมมนาคือการพูดคุยถึงแนวทางการลงสมัคร สว. และการผลักดันให้มี สว. เพื่อเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายในงานมีการพูดคุยและเรียกร้องให้ผู้เข้าร่วมสมัคร สว. เพื่อเป้าหมายดังกล่าว มีการเชิญ กกต. ให้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ด้วย เพราะมองว่ากิจกรรมในลักษณะนี้ กกต. ควรเป็นผู้จัด แต่เมื่อ กกต.ไม่ได้จัด และภาคประชาชนเป็นผู้จัดขึ้น กลับถูกจับตามองและเพ่งเล็ง

 

เมื่อถามย้ำว่าในวันดังกล่าวมี กกต. เข้าร่วมสังเกตการณ์หรือไม่ นายเทวฤทธิ์ ยอมรับว่า ไม่สามารถระบุได้ว่าบุคคลใดเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. แต่ได้รับการบอกกล่าวว่ามีการเชิญ กกต. มา เพียงไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาในห้องประชุมหรือไม่ และยืนยันว่า “แน่นอนครับ” หากไม่มีความชัดเจนอาจทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้คดี

 

ทั้งนี้ นายเทวฤทธิ์ ยืนยันว่า ในวันดังกล่าวไม่มีการจัดเลี้ยง และไม่มีแม้กระทั่งการจัดน้ำดื่ม ส่วนกรณีที่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปภายในห้องนั้น เข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับระเบียบในช่วงเวลานั้น ซึ่งมีข้อจำกัดไม่ให้ผู้สมัครแนะนำตัวผ่านสื่อมวลชน

 

🔵ชี้มาตรฐานตรวจสอบและย้ำ "เส้นเงิน" คือตัวชี้วัด

 

เมื่อถามถึงกรณี กกต. เตรียมพิจารณาสำนวนที่เกี่ยวข้องกับ สว.กลุ่มสีส้มจำนวน 3 สำนวน นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. เรียกร้องให้เข้าสู่กระบวนการด้วยมาตรฐานเดียวกัน พร้อมกล่าวขอบคุณ และระบุว่าตนเองก็ต้องการให้ใช้มาตรฐานเดียวกันเช่นกัน หลังจากสำนวนของตนใช้เวลาพิจารณานานกว่าหนึ่งปี พร้อมระบุในเชิงตลกร้ายว่า หากจะใช้มาตรฐานเดียวกัน ตนคงไม่สามารถเลือก กกต. ได้ 4 ท่านแบบเดียวกับกลุ่มท่าน

 

เมื่อถามว่าเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภาเป็นสีน้ำเงิน ส่วนเสียงส่วนน้อยเป็นสีส้มหรือไม่ นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า ไม่อยากพูดว่าเป็นเช่นนั้น เพราะเสียงส่วนน้อยเองก็ไม่ได้ลงมติเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด และมีความหลากหลาย ไม่ได้มีสังกัด ส่วนข้อกล่าวหาว่าทั้ง สว. สีส้มและสีน้ำเงินมีการฮั้วเหมือนกัน เพียงแต่ฝ่ายหนึ่งฮั้วแพ้ อีกฝ่ายฮั้วชนะ นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า ระบบถูกออกแบบให้ผู้สมัครต้องทำความรู้จักและแนะนำตัวกัน แต่ส่วนตัวไม่ได้ยืนยันว่าเป็นการฮั้ว พร้อมยกตัวอย่างว่า แม้แต่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่สามารถได้รับเลือก ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะทำให้คนอื่นเลือกตนเองได้ โดยไม่ต้องมีการแนะนำตัว แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าการแนะนำตัวหรือการจูงใจทำในลักษณะใด

 

นายเทวฤทธิ์ ยืนยันว่า ฝั่งของตนมีการรณรงค์อย่างเปิดเผย โดยมีเป้าหมายให้ได้ สว. ประมาณ 1 ใน 3 หรือ 67 คน เพื่อใช้เป็นเสียงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนำเป้าหมายดังกล่าวมาเป็นจุดร่วมในการเชื่อมโยงผู้สมัครให้มาทำความรู้จักและเลือกกัน อย่างไรก็ตาม เทวฤทธิ์ยืนยันว่า เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ก็ชัดเจนว่าเป้าหมายดังกล่าวไม่สามารถผูกมัดให้ผู้สมัครลงคะแนนตามแนวทางนั้นได้โดยไม่มีอามิสสินจ้าง

“สิ่งที่แตกต่าง และเป็นตัวชี้วัดไม่ให้เป็นการฮั้วเหมือนกัน มีการจัดตั้ง มีการจัดการ ความต่างคือเรื่องของเส้นเงิน อันนี้จะเป็นตัวชี้วัด นายเทวฤทธิ์ กล่าวในที่สุด


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รู้ตัวอีกทีก็ยกคำร้องไปแล้ว! "สว.บัส" งง "กกต.ไม่เรียกแจง" จู่ๆมีมติเอกฉันท์ยกฟ้องคดี "ฮั้ว สว."

 

 

 

 

ข่าวล่าสุด