เนชั่นทีวี

ข่าว

“พีระพันธุ์” ชี้ คดีฮั้ว สว. ต้องดำเนินการทั้งขบวนการ กกต. ไม่ใช่แค่บางคน

16 ก.ย. 2569 | prisana_tha

“พีระพันธุ์” ชี้ คดีฮั้ว สว. ต้องดำเนินการทั้งขบวนการ กกต. ไม่ใช่แค่บางคน

“พีระพันธุ์” ชี้ คดีฮั้ว สว. ต้องดำเนินการทั้งขบวนการหากมีหลักฐาน ย้ำ กกต. มีหน้าที่รวบรวมหลักฐานส่งศาลตัดสิน ไม่ควรเลือกดำเนินคดีเฉพาะบางคน ตั้งคำถามพยานถูกข่มขู่จริงหรือ

“พีระพันธุ์” ชี้ คดีฮั้ว สว. ต้องดำเนินการทั้งขบวนการหากมีหลักฐาน ย้ำ กกต. มีหน้าที่รวบรวมหลักฐานส่งศาลตัดสิน ไม่ควรเลือกดำเนินคดีเฉพาะบางคน ตั้งคำถามพยานถูกข่มขู่จริงหรือ

KEY

POINTS

  • พีระพันธุ์ ชี้ หากคดีฮั้ว สว.มีหลักฐานเป็นการกระทำแบบขบวนการ ควรดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่เลือกเฉพาะบางราย
  • ย้ำ กกต.มีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ก่อนส่งศาล โดยศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาผิดหรือไม่
  • มองว่า พยานกลับคำให้การเพียงคนเดียวไม่ควรชี้ทิศทางคดี ต้องตรวจสอบคำให้การเดิม-ใหม่และหลักฐานทั้งหมด พร้อมตรวจสอบข้ออ้างเรื่องถูกข่มขู่

16 กันยายน 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงความคิดเห็นกรณีการดำเนินคดีฮั้ว สว. ว่า หากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชี้ให้เห็นว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะเป็นขบวนการ การดำเนินคดีก็ควรครอบคลุมบุคคลทั้งหมดที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้อง ไม่ควรเลือกดำเนินการเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

 

ลักษณะของคดีเช่นนี้ หากมีการแบ่งหน้าที่กันทำและมีเจตนาร่วมกัน การพิจารณาความรับผิดควรมองภาพรวมของการกระทำทั้งกลุ่ม โดยหน้าที่สำคัญของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คือ การรวบรวมข้อเท็จจริง พยานบุคคล และพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือให้ครบถ้วน ก่อนส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลตามกฎหมาย

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

 

“กกต.ไม่ใช่ผู้ที่จะตัดสินในท้ายที่สุดว่าใครผิดหรือไม่ผิด แต่มีหน้าที่ดำเนินการตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด หากเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม ก็สามารถส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการของศาล เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยจากพยานหลักฐานทั้งหมด” นายพีระพันธุ์ กล่าว

 

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพยานบางรายที่กลับคำให้การ ว่า การกลับคำให้การของพยานเพียงคนเดียวไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุหลักในการยุติหรือเปลี่ยนทิศทางของคดี หากยังมีพยานบุคคลและพยานหลักฐานอื่นที่สามารถนำมาประกอบการพิจารณาได้ นอกจากนั้นพยานคนดังกล่าวอ้างว่ามีคนข่มขู่ แต่ไม่ปรากฏว่าใครข่มขู่และมีการข่มขู่จริงหรือไม่

“ถ้าพยานคนหนึ่งกลับคำให้การ ก็ต้องตรวจสอบว่าคำให้การเดิมกับคำให้การใหม่มีที่มาอย่างไร และให้น้ำหนักกับพยานหลักฐานทั้งหมด ไม่ใช่หยิบเฉพาะคำให้การของคนใดคนหนึ่งมาเป็นเหตุให้เรื่องทั้งหมดเดินไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และการกล่าวอ้างลอยๆว่าถูกข่มขู่แต่ไม่ปรากฏว่าใครข่มขู่จึงยังไม่อาจเชื่อได้ว่าถูกข่มขู่จริง“ นายพีระพันธุ์ กล่าว

 

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า หากปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลังว่าการกลับคำให้การ เกิดจากการชักจูง กดดัน หรือมีการตกลงช่วยเหลือกันเพื่อให้บุคคลใดหลุดพ้นจากความรับผิด ก็อาจเป็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดอื่นหรือไม่ นอกจากนี้พยานคนดังกล่าวควรต้องถูกดำเนินคดีข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานอีกด้วย

 

“เรื่องนี้จึงไม่ควรมองเพียงว่าพยานคนหนึ่งพูดอย่างไร แต่ต้องมองพยานหลักฐานทั้งระบบ และปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัย หากมีหลักฐานก็ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย” นายพีระพันธุ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด