“ถ้าพยานคนหนึ่งกลับคำให้การ ก็ต้องตรวจสอบว่าคำให้การเดิมกับคำให้การใหม่มีที่มาอย่างไร และให้น้ำหนักกับพยานหลักฐานทั้งหมด ไม่ใช่หยิบเฉพาะคำให้การของคนใดคนหนึ่งมาเป็นเหตุให้เรื่องทั้งหมดเดินไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และการกล่าวอ้างลอยๆว่าถูกข่มขู่แต่ไม่ปรากฏว่าใครข่มขู่จึงยังไม่อาจเชื่อได้ว่าถูกข่มขู่จริง“ นายพีระพันธุ์ กล่าว
นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า หากปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลังว่าการกลับคำให้การ เกิดจากการชักจูง กดดัน หรือมีการตกลงช่วยเหลือกันเพื่อให้บุคคลใดหลุดพ้นจากความรับผิด ก็อาจเป็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดอื่นหรือไม่ นอกจากนี้พยานคนดังกล่าวควรต้องถูกดำเนินคดีข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานอีกด้วย
“เรื่องนี้จึงไม่ควรมองเพียงว่าพยานคนหนึ่งพูดอย่างไร แต่ต้องมองพยานหลักฐานทั้งระบบ และปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัย หากมีหลักฐานก็ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย” นายพีระพันธุ์ กล่าว