พร้อมกันนี้ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยได้ยกกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการตรวจสอบการทุจริตในปัจจุบัน โดยระบุว่าเมื่อผู้มีอำนาจกระทำการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องโดยไร้ความเกรงกลัวต่อกลไกการตรวจสอบ ผลกระทบและภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับประชาชน พร้อมยกตัวอย่างคดีการทุจริตสอบท้องถิ่นมูลค่านับหมื่นล้านบาทที่จับได้เพียงผู้กระทำผิดรายย่อย ขณะที่ผู้กอบโกยผลประโยชน์รายใหญ่ลอยนวล รวมถึงกรณีการกักตุนน้ำมันในช่วงต้นของภาวะสงครามที่สร้างความเสียหายกว่า 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้
ในช่วงท้าย คุณหญิงสุดารัตน์ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของ กกต. ว่า วันที่ 14 กันยายน จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กกต. จะเลือกยืนอยู่เคียงข้างความถูกต้อง เที่ยงธรรม และยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด หรือจะปล่อยให้อิทธิพลและระบบอุปถัมภ์อยู่เหนือการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมส่งคำเตือนถึง กกต. ทั้ง 7 คนว่า การใช้อำนาจโดยไม่สุจริตจะส่งผลทางกฎหมายต่อตัวผู้ปฏิบัติหน้าที่ในอนาคต ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ผู้มีอำนาจหรือผู้มีพระคุณก็ไม่สามารถให้การช่วยเหลือได้ เมื่อกระบวนการยุติธรรมทำงานตามหลักการที่ควรจะเป็น