ซึ่ง “คณะอนุฯชุดที่ 26” ไม่เชื่อ ไม่ให้น้ำหนักในการกลับคำให้การ เพราะตอนเป็นพยาน เต็มใจเข้ามาให้ปากคำเอง และให้การหลายครั้ง ไม่ใช่ครั้งเดียว โดยไม่มีท่าทีเคร่งเครียด กดดัน แต่ตอนกลับคำให้การ ส่งเป็นเอกสารมาที่ กกต.เท่านั้น
พยานกลับลำ-พยานปฏิปักษ์ หักล้างน้ำหนัก
ส่วนพยานอีก 2 คนที่กลับคำให้การนั้น รายการข่าวข้นคนข่าว เนชั่นทีวี เปิดประเด็นว่า มีพยานอีกอย่างน้อย 2 คนที่กลับคำให้การ บางคนมีสถานะคล้ายๆ “พยาน อ.” เป็นสมาชิก หรือ เป็นอดีต สส.ของพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหา ในตอนแรกมีการตกลงกันให้ได้เป็น สว. แต่สุดท้ายเกิดความผิดพลาด จึงขัดแย้งกัน โดยตัวพยานเองอยู่ในขบวนการฮั้ว แล้วไปแสดงเจตจำนงกับ “คณะอนุฯชุดที่ 26” ขอให้กันเป็นพยาน แลกกับการเล่าข้อมูลทั้งหมด ภายหลังมีการกลับคำให้การ
นอกจากพยาน 3 ปากสำคัญนี้แล้ว ยังมีพยานอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ “สำนักงานเลขาธิการ กกต.” ซึ่งเป็นผู้พิจารณาสำนวนคดีฮั้ว สว.ขั้นตอนที่ 2 และ “คณะอนุฯชุดที่ 36” ซึ่งเป็นผู้พิจารณาสำนวนคดีฮั้ว สว.ขั้นที่ 3 นำมาเป็นเหตุผลในการ “ยกคำร้อง” ก็คือ “พยานปฏิปักษ์”
พยานกลุ่มนี้ ไม่ได้กลับคำให้การ คนเหล่านี้คือ “คนใน” เคยสังกัด หรือร่วมงานกับพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหา หรือบางส่วนก็เป็น อดีต สส.หรือผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมืองอื่น แล้วต้องการเป็น สว. จึงมาติดต่อกับพรรคที่ถูกกล่าวหา
แต่สุดท้ายไปไม่ถึงฝั่งฝัน และมองว่ามีขบวนการฮั้วที่ไม่เป็นธรรม และพวกตนเสียประโยชน์ จึงเสนอตัวกับ “คณะอนุฯชุดที่ 26” ขอให้กันพวกตนเป็นพยาน ทั้งๆ ที่อยู่ในขบวนการฮั้ว หรือรู้เห็นในขบวนการด้วยเช่นกัน
แต่เมื่อ “กกต.” ในขั้นที่ 2 และ 3 ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก พบว่า พยานกลุ่มนี้มีความขัดแย้งกับกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหา จึงสรุปว่าเป็น “พยานปฏิปักษ์” และตัดพยานเหล่านี้ออกไป เพราะเห็นว่า “ไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟัง”
พยานทั้ง 2 กลุ่มนี้ มีข้อมูลการไต่สวนตั้งแต่ในชั้น “คณะอนุฯชุดที่ 26” ตัดสินใจเสนอส่งศาลฎีกา 229 ราย แต่เมื่อสำนวนถูกส่งไปขั้นที่ 2 และ 3 ทั้งสองขั้นตอนมองว่า “ข้อมูลพยานปฏิปักษ์” มีน้ำหนักหักล้างคำให้การเดิม จึงสั่งยกคำร้อง
ข้อมูลส่วนนี้เองที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย นำไปอภิปรายในสภา และแย้มว่า วันที่ 14 กันยาฯ อาจจะมี “ช็อกเซอร์ไพรส์” เพราะเป็นข้อมูลส่วนที่ฝ่ายตรวจสอบฮั้ว สว. ไม่เคยหยิบมาพูดถึงเลย
หากข้อมูลนี้ถูกนำมาตีแผ่ เช่นเดียวกับ “เอกสารหลุดของ พยาน อ.” ที่เผยแพร่ในวันนี้ ไม่ว่าเนื้อหาจะมีน้ำหนักแค่ไหนก็ตาม แต่จะกลายเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่มาถ่วงดุลกับฝ่ายตรวจสอบ และเป็นช่องทางให้ 7 เสือ กกต. ยกคำร้องในคดีฮั้ว สว.ได้เหมือนกัน
จึงต้องจับตาการชี้ชะตาลงมติคดีฮั้ว สว. ในวันที่ 14 กันยายน ของ กกต. ว่าท้ายที่สุดจะมี “ช็อกเซอร์ไพรส์” จริงหรือไม่!