โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองในเดือนกันยายน ถือเป็นเดือนอันตราย ที่มีมรสุมโหมกระหน่ำรัฐบาลอย่างหนักหน่วง ดังนั้น การขยับกลยุทธ์สื่อสารชิงพื้นที่สื่อสร้างกระแสให้มาจับตาผลการทำงานรัฐบาลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพื่อกลบความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่างๆ ที่กำลังสรรหาประเด็นร้อนมากัดกร่อนรัฐบาล
ส่องปฏิทินความเคลื่อนไหวไม่มีข่าวดีให้รัฐบาล
7-9 กันยายน ศึกงบประมาณ- มวลชนลงถนน
การอภิปรายโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 70 และการเตรียมรับมือศึกซักฟอกจากฝ่ายค้านที่จ้องถล่มแผลการทำงาน โดยเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ญัตติการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี2570 วาระ 2 - 3 จะเข้าที่ประชุมสภาฯ ระหว่างวันที่ 7- 9 กันยายน นี้ตามมาด้วย การประกาศกร้าวของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดหมายมวลชนลงถนน เพื่อทวงคืนแผ่นดินไทย ในวันที่ 7 กันยายน
14 กันยายน กกต.ดีเดย์นัดลงมติปมร้อนคดีฮั้ว สว.
ประเด็นความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่ยังคงเป็นชนวนระเบิดทางการเมือง ซึ่งกกต. ออกมาป่าวประกาศจะลงมติแน่นอนในวันที่ 14 กันยายน หรือถัดจากศึกโหวตงบประมาณปี 2570 ไปแค่หนึ่งสัปดาห์
28 กันยายน ศาลรธน.นัดชี้ชะตาปมบัตรเลือกตั้ง
การรอฟังคำวินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและโครงสร้างอำนาจของรัฐบาลโดยตรง
เกมซ้อนเกมของฝ่ายค้าน (ม.152 ควบ ม.151)
นอกเหนือจากมรสุมข้างต้น ฝ่ายค้านได้วางยุทธศาสตร์เปิดศึกสองเด้ง โดยเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 เพื่อเปิดแผลภาพรวมความล้มเหลว และตามด้วยการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติรายบุคคลตามมาตรา 151 เพื่อล็อกเป้าเชือดแกนนำรัฐบาลในช่วงปลายปี
การเปิดพื้นที่สื่อสารตรงในวันเสาร์นี้ ประเดิมรายการ EP. แรก ด้วยให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯมาชี้แจงการปฏิรูประบบราชการและจะมีรองนายกฯ ไปถึงนายกฯ มาอรรถาธิบายต่อประชาชน ในคราวถัดไป
จึงเป็นเสมือน "โล่กำบังทางการเมือง" เพื่อดึงกระแสความสนใจของสังคมกลับมาสู่นโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ก่อนที่ประเด็นร้อนเหล่านี้จะรุมสกรัมจนรัฐบาลตั้งหลักไม่ทัน
ชิงพื้นที่ออนไลน์ ดึงเรตติ้งความเชื่อมั่น
ความพยายามครั้งนี้ จับตาไปที่การ "โหมโรงบนโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม" รัฐบาลตระหนักดีว่าการพึ่งพาเพียงสถานีโทรทัศน์ช่อง NBT แบบเดิมไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนวัยทำงานได้ การเปิดหน้าชกบนโลกออนไลน์และดึงประเด็นร้อนที่สังคมสนใจมาตอบในรายการ จึงเป็นกลยุทธ์ชิงมวลชนเพื่อหวังดึงเรตติ้งความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา
การปรับแผนพีอาร์เชิงรุกดีเดย์วันเสาร์นี้ คือ การเดิมพันครั้งสำคัญของรัฐบาล เป็นการใช้กลยุทธ์ "ชิงพื้นที่สื่อเพื่อเปลี่ยนเกมรับให้เป็นเกมรุก"
หากรายการนี้สามารถสื่อสารได้โดนใจและชี้แจงผลงานได้ชัดเจน จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาลฝ่าวงล้อมมรสุมการเมืองในเดือนกันยายนนี้ไปได้
แต่ในทางกลับกัน หากเนื้อหาในรายการยังคงเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อแบบเดิม ๆ โดยไม่มีคำตอบที่สังคมคาดหวัง รายการนี้ก็อาจกลายเป็นชนวนที่ตอกย้ำวิกฤตศรัทธาให้ดิ่งลึกลงไปอีก