ขณะที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ระบุว่า การที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟ้อง ยังไม่มีผลกระทบต่อกระบวนการยื่นกราบบังคมทูล ซึ่งรัฐบาลก็ยังทำหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ตนเองจึงขอชี้แจงว่าขอให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการจัดประชุมกรรมการที่เหลืออยู่อีก 6 คน เพื่อให้เป็นไปตามคณะกรรมการสรรหาและสอดคล้องกับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้องค์กร กสทช. ทำหน้าที่ได้ตามกฎหมายและหลักนิติธรรม เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและผลประโยชน์ประชาชน
ซึ่งบัญญัติไปตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ และขอร้องให้สำนักงาน กสทช. ไม่ทำหน้าที่เพื่อคนใดคนหนึ่งหรือบุคคลที่ขาดความชอบธรรมแล้ว ซึ่งจะทำให้องค์กรเสียหายและไม่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องหรือหยุดชะงักมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งตนเองได้ส่งหนังสือชี้แจงไปยังสำนักงาน กสทช. พร้อมยืนยันว่าตนเองอยากจัดประชุมให้ได้เร็วที่สุด หากเป็นไปได้อยากให้เกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.30 น. ซึ่งจะต้องหารือกับรองเลขาธิการ กสทช. ต่อไป
ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิรงรอง มองว่าตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ออกมาเมื่อวานนี้ (2 ก.ย.2569) ถือว่าเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่สำคัญ สอดคล้องกับแนวทางทางกฎหมายที่เรายืนยันร่วมกันในจุดยืนที่เรายึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่เราได้รับคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา กสทช. ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ ซึ่งมีบรรทัดฐาน 2 ส่วน คือเป็นการยืนยันว่าพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. และถือว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานได้นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัย ซึ่งมีการเซ็นรับในวันที่ 22 กรกฎาคม โดยเจ้าหน้าที่ของ กสทช.
ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิรงรอง กล่าวต่อว่า เมื่อดูจากคำสั่งของศาลแล้วชัดเจนว่ามีการรับรู้ตั้งแต่วันนั้นแล้ว ทำให้วันนี้เป็นบรรทัดฐานที่ทำให้เกิดความมั่นใจในอีกแง่หนึ่งด้วย นอกเหนือจากเรื่องของคุณสมบัติและสถานภาพ คือเรื่องของคณะกรรมการอีก 6 คน ที่ยังเหลืออยู่ จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปให้ได้ ต้องมีการจัดประชุมให้เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการให้บริการสาธารณะทางด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ไม่ให้เกิดการชะงัก
โดยในวันนี้มีการทำหนังสือถึงรักษาการเลขาธิการ กสทช. ขอให้มีการจัดประชุมโดยเร็วที่สุดในเวลาที่กรรมการทุกคนสะดวกร่วมกัน ซึ่งมีการเสนอเป็นวันพรุ่งนี้ เวลา 09.30 น. โดยเราจะรอพบท่านเพื่อพูดคุยให้ชัดเจนหลังจากส่งหนังสือไปแล้ว ขอให้นัดการประชุมทันทีตามวันและเวลาดังกล่าว พร้อมขอให้กรรมการที่เหลืออยู่ทั้ง 6 คน เข้ามาประชุมร่วมกันภายในวันพรุ่งนี้
ส่วนอำนาจในการนัดประชุมบอร์ด กสทช. เป็นของประธานเพียงผู้เดียวใช่หรือไม่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิรงรอง ระบุว่า ขึ้นอยู่กับว่าจะมองว่าประธานยังเป็นประธานอยู่หรือไม่ โดยถ้ายึดจากคำแถลงผ่านสื่อของประธาน ล่าสุดก็บอกว่าน้อมรับในคำสั่งศาลทั้งในเรื่องของสถานภาพหรือสิทธิในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หากท่านน้อมรับก็คงต้องให้เป็นไปตามนั้น คือให้กรรมการที่เหลืออยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่ให้เกิดความชะงักงันอย่างที่เป็นอยู่
”เพราะปัจจุบันมีเรื่องที่ต้องพิจารณารออยู่มากมาย โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสื่อมวลชนทั้งหลาย เช่น เรื่องโร้ดแมพของทีวีดิจิทัล ซึ่งไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้นแต่เป็นเรื่องทางสังคมด้วย หากเราไม่มีทีวีที่เป็นหลักให้กับประเทศและปล่อยให้แพลตฟอร์มของต่างประเทศมายึดการสื่อสารสาธารณะไปทั้งหมด เราจะไม่มีอธิปไตยด้านข่าวสารเหลือเลย ซึ่งเป็นหน้าที่ของบอร์ด กสทช. ที่ต้องดูแลผลประโยชน์ให้ประเทศชาติ ยิ่งปล่อยให้ยืดยาวไปเรื่อย ๆ ทีวีค่อย ๆ ตายไป สุดท้ายแพลตฟอร์มต่างประเทศจะยึดไปทุกอย่างเราจะอยู่กันอย่างไร“
ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช เปิดเผยถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับฟ้องคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานะประธาน กสทช. ว่า การที่ศาลรับฟ้อง ถ้าอ่านในเอกสารก็จะเห็นว่าสาเหตุที่รับฟ้องมีอะไรบ้าง ถ้าเข้าทุกอันท่านก็ต้องลาออกแล้วก็ไปสู้กันตามกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ โดยตนเองอยากเน้นประเด็นสั้น ๆ คือ หลังคำสั่งของศาลวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมาพวกเรายืนหยัดมาตั้งแต่ต้นว่า หากมีประเด็นแบบนี้เราร่วมประชุมด้วยไม่ได้ เพราะจะมีปัญหาในอนาคต และไม่ได้หมายความว่าใครเป็นฝ่ายชนะหรือแพ้ เพราะจากนี้ท่านก็ต้องเข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดีตามกฎหมาย
ส่วนประเด็นการทำงานของ กสทช. มองว่าหลังศาลมีคำสั่ง ทุกฝ่ายควรกลับมาร่วมกันทำงานตามที่ศาลกำหนด โดยเฉพาะการจัดประชุมกรรมการ กสทช. ที่หยุดชะงักมาระยะหนึ่งแล้ว
รองศาสตราจารย์ศุภัช ระบุว่า ได้ทำหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ขอให้จัดประชุมโดยเร็วที่สุด โดยหากเป็นไปได้ต้องการให้ประชุมภายในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.30 น. เพื่อเร่งสะสางงานที่ค้างอยู่และให้การทำงานขององค์กรเดินหน้าต่อได้ พร้อมย้ำว่าการจัดประชุมไม่ใช่เรื่องของการขออนุญาต แต่เป็นหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ที่ต้องอำนวยความสะดวกให้คณะกรรมการสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และขณะนี้เมื่อมีคำสั่งศาลออกมาแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ดำเนินการ
ส่วนกรณีที่ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ไม่อยู่ประเทศไทย มองว่าไม่น่าจะเป็นอุปสรรค เพราะสามารถมีผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนได้ โดยประเด็นสำคัญคือการจัดประชุมและเดินหน้าการทำงานขององค์กร
ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ศุภัช ย้ำว่าไม่มีกรอบเวลาตายตัวว่าต้องจัดประชุมภายในเมื่อใด แต่ควรดำเนินการให้เร็วที่สุดและทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายและคำสั่งศาล เพื่อให้ กสทช. สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ
จากนั้นพลอากาศโทธนพันธ์ได้ยื่นหนังสือต่อ นายสมบัติ ลีลาพตะ นิติกรเชี่ยวชาญพิเศษ รักษาการรองเลขาธิการ กสทช. เพื่อนำเรื่องนี้ไปพิจารณาและดำเนินการจัดการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่
ขณะที่ นายสมบัติ ได้ชี้แจงกับสื่อมวลชนว่า สำนักงาน กสทช. เพิ่งได้รับบันทึกขอให้ดำเนินการจัดประชุมเมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ (3 กันยายน 2569) ซึ่งสำนักงานจะนำเรื่องไปพิจารณา และได้แจ้งกับกรรมการ หากมีหนังสือเชิญให้สำนักงานดำเนินการจัดประชุมจะแจ้งแนวทางดำเนินการอีกครั้ง เนื่องจากวันนี้ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณได้แจ้งคณะกรรมการฯ ว่าติดภารกิจ จึงเลื่อนนัดประชุมไปเป็นวันที่ 9 กันยายนนี้