โดย นายวิระศักดิ์ บอกว่า สถานการณ์จนถึงขณะนี้ ก็น่าจะเรียบร้อยทั้งหมด เพราะ ก.กลาง มีมติลงมา จากนั้นก็เป็น ก.จังหวัด สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือ บุคคลที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท.แต่ละแห่งเพิกถอน ไม่ใช่ด้วยเหตุผลการทุจริต แต่เป็นเพราะคะแนนสอบไม่ถึงเกณฑ์จริงๆ การอธิบายแบบนี้ ทำให้นายก อปท.ทุกคนเข้าใจ และพร้อมดำเนินการ ในเอกสารที่ ก.กลาง ก.จังหวัด ส่งมาก็ไม่ใช่เรื่องทุจริต แต่เป็นการสอบไม่ได้จริงๆ เป็นการประกาศผลคลาดเคลื่อน
“เมื่อมติ ก. ออกมาแบบนี้ เราก็เพิกถอน ที่ อบต.คลองสาม จังหวัดปทุมธานีของผม ก็มี 3 คน ก็ได้ดำเนินการไป เท่าที่สอบถามหลายๆ แห่ง ได้รับคำตอบว่า คนไหนคะแนนไม่ได้ตามเกณฑ์ ก็ให้ออก ส่วนคนที่คะแนนได้ แต่ลำดับไม่ถึง ก็ให้ออกไปก่อน แล้วรอบรรจุเข้ามาใหม่เมื่อถึงคิว” นายวิระศักดิ์ ระบุ
อย่างไรก็ดี นายวิระศักดิ์ บอกว่า ยังสรุปไม่ได้ชัดเจนว่า ผู้ที่ถูกเพิกถอนจะไม่ฟ้องร้องทั้งหมด เพราะถ้าจะฟ้องจริงๆ ก็ต้องรอไป 15 วัน หลังจากนายกอปท.เพิกถอน จะมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายใน 15 วัน เมื่อทางนายก อปท.ยกอุทธรณ์ จึงจะถึงขั้นตอนฟ้องศาลปกครองต่อไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของแต่ละคน แต่ในกระบวนการที่ ก.กลาง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดี สถ.แจ้งมา ได้มีการส่งคำพิพากษาศาลปกครองมาให้ด้วย เพื่อให้นายก อปท.สบายใจ เพราะมีคดีตัวอย่างที่มหาสารคาม และอุดรธานีที่คล้ายๆ กัน และศาลยกฟ้องให้นายก อปท.
นายวิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคม อบต. ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความมั่นใจและความชัดเจนของพยานหลักฐานก่อนการเพิกถอน
หวั่นตัดโอกาส - ค้านห้าม อปท.รับเป็นลูกจ้างท้องถิ่น
นายวิระศักดิ์ เผย แม้เรื่องเพิกถอนคนแก้คะแนนจะจบลงด้วยดี แต่ยังมีประเด็นที่ 3 สมาคม อปท.ยังติดใจ ก็คือ หนังสือที่ทางกรม สถ.ออกมา บอกว่า ไม่ควรรับผู้ที่ถูกเพิกถอนชื่อเหล่านี้ เป็นลูกจ้างขององค์กรปกครองท้องถิ่น
นายวิระศักดิ์ ตั้งคำถามว่า ทางกรม สถ.ออกหนังสือนี้มาได้อย่างไร ถือเป็นการกีดกัน และไม่ให้ความเป็นธรรม เพราะคนเหล่านี้ยังเป็นผู้สุจริตอยู่ ถ้ามีหลักฐานว่าทุจริต แล้วสั่งห้ามรับเป็นลูกจ้าง แบบนี้ทำได้ แต่การมาออกหนังสือทั้งๆ ที่อีกฝ่ายยังไม่มีหลักฐานการทุจริต ทำให้คนดีๆ เสียขวัญกำลังใจ และตัดโอกาสทั้งที่ยังไม่มีความผิด ทางกรม สถ. ไม่กล้าออกเป็นคำสั่ง ผู้ว่าฯ และ ก.กลาง ก็ไม่กล้าสั่ง ทำได้แค่ขอความร่วมมือ และจนถึงขณะนี้ก็ไม่มี อปท.ใด ตอบรับว่าจะร่วมมือ ฉะนั้นกรม สถ.น่าจะทำหนังสือชี้แจงใหม่ว่า ให้พิจารณาตามดุลพินิจของท้องถิ่น จะเป็นทางออกที่ดีกว่า