“ผมขอเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันวัฒนธรรมที่เราจะทำงานกันได้โดยไม่ต้องมีใครเอาใจใครครับ ไม่ต้องไปเที่ยวต่างจังหวัด ไม่ต้องกินดื่มกลางดึกเพื่อผูกสัมพันธ์ ไม่ต้องไปนอนค้างคืนนอกสถานที่ เอางานมาวางกองตรงหน้า คุยกันสามประโยค ให้รู้ว่าใครทำอะไร จบ แล้วแยกย้ายไปทำงานกันครับ” นายยิ่งชีพ กล่าว
นางสาวนิศารัตน์ จงวิศาล ผู้ให้คำปรึกษามูลนิธิทำทาง กล่าวว่า การที่ผู้กระทำระบุว่าตนเองทำไปเพราะเข้าใจผิด และคิดว่าผู้ถูกกระทำยินยอมนั้น ไม่ถือเป็นการขอโทษ แทนที่จะพูดตรง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ว่าตัวเองทำอะไรโดยที่เขาไม่ยินยอม ไม่มีการพูดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกระทำ ไม่มีการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ และไม่มีการระบุว่าตัวเองจะทำอะไรเพื่อไม่ให้พฤติกรรมเดิม ๆ เกิดขึ้นอีก แต่เน้นพูดแค่เรื่องความสัมพันธ์ ความขัดแย้งและการเลิกรากัน เพื่อพลิกประเด็นการละเมิดและหาประโยชน์ทางเพศให้กลายเป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว
ทั้งที่ประเด็นสำคัญคือ มีบุคคลหนึ่งกล่าวว่าตนถูกละเมิดทางเพศโดยปราศจากความยินยอม ซึ่งไม่ใช่ปัญหาความสัมพันธ์ของคนสองคน สิ่งที่ผู้กระทำสื่อออกมา สะท้อนถึงความมืดบอดต่อเรื่องอำนาจในความสัมพันธ์ สะท้อนว่าผู้กระทำยังมองไม่เห็นความผิดของตัวเองผ่านสายตาของผู้ถูกกระทำ และมองไม่เห็นอำนาจและสถานะที่ตัวเองมีอยู่เหนืออีกฝ่าย นี่เป็นความยโสในรูปแบบหนึ่ง คนแบบนี้มักเชื่อว่าโลก ความยินยอม ความสัมพันธ์ และแม้แต่ศีลธรรม ล้วนสามารถถูกนิยามจากมุมมองของตัวเองได้
ขณะที่ นางสาวอังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ในแต่ละปี มูลนิธิฯ ให้ความช่วยเหลือผู้ถูกละเมิดทางเพศเฉลี่ยปีละ 50 กรณี ผู้เสียหายนอกจากที่เป็นเด็กและเยาวชนแล้ว ยังมีนักศึกษาและนักกิจกรรมทางสังคมตกเป็นเหยื่อการละเมิดทางเพศโดยคนในเครือข่าย เพื่อนร่วมงาน หรืออาจารย์ เราพบว่ารากของกรณีปัญหาเหล่านี้มาจากโครงสร้างอำนาจและทัศนคติชายเป็นใหญ่ ทำให้เกิดความไม่เทียมที่เอื้อให้ผู้มีสถานะเหนือกว่าใช้อำนาจกดขี่เอาเปรียบผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า รูปแบบการใช้อำนาจมีทั้งอำนาจทางตรง (ข่มขู่/ใช้อิทธิพล) และอำนาจทางอ้อม ในรูปแบบการสร้างความไว้วางใจ ศรัทธา หรืออาศัยความโดดเดี่ยวของผู้ถูกกระทำมาล่อลวงให้เกิดภาวะยินยอม ส่งผลให้เหยื่อรู้สึกผิด โทษตัวเอง และไม่กล้าแจ้งความเนื่องจากผู้กระทำมีสถานะสูงกว่าและเป็นที่รู้จักและยอมรับในสังคม
“เรามีข้อเสนอว่า ประการแรก สังคมต้องร่วมแสดงจุดยืน ต่อต้านวัฒนธรรมการกระทำความรุนแรงทางเพศทุกรูปแบบ ร่วมตรวจสอบพฤติกรรมของผู้กระทำความรุนแรงในทุกวงการ สนับสนุนให้ผู้ถูกกระทำลุกขึ้นมาต่อสู้และอยู่เคียงข้าง และทำความเข้าใจและให้ความสำคัญกับคำว่า “ยินยอม” หรือ “Consent” อย่างจริงจัง ประการที่สอง เราเสนอให้ทุกองค์กรมีแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุกคาม ล่วงละเมิด และแสวงหาประโยชน์ทางเพศในองค์กร พร้อมหลักการคุ้มครองเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นมิตร และสุดท้าย เราต้องติดตามให้มีการบังคับใช้กฎหมายเรื่องการล่วงละเมิดและคุกคามทางเพศและความผิดทางเพศทุกรูปแบบอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ถูกกระทำรุนแรงทางเพศได้รับการช่วยเหลือและคุ้มครองได้จริง” นางสาวอังคณา กล่าว